BikeLoves E-Magazine for all

0001[TextCounter Fatal Error: Could Not Increment Counter]

แรงจูงใจในการขี่บนTrainer
เรียนถามผู้ที่มีประสพการณ์ในการขี่Trainer คือผมไม่ค่อยมีเวลาไปขี่จักรยานในตอนเย็นหลังเลิกงาน แต่ใจหน่ะอยากขี่ออกกำลังกาย ก็เลยหา Trainer มาใช้ปรากฏว่าขาดแรงจูงใจในการขี่ สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้ขี่อยู่ดี ทำไงดีหนอ..?
โดย : Kiew - [ 10 มิ.ย. 2545 - 22:13:01 น. ]

ความเห็นลำดับที่ 1
ในคำถามมันก็มีคำตอบอยู่ในตัวของมันแล้วละครับ ก็...ใจ..ไงละครับแล้ว..ใจ..ของใครละครับ ก็ของทุกๆท่านที่เป็นเจ้าของเองนั่นแหละครับ
โดย : กันเอง - [ 11 มิ.ย. 2545 - 00:39:23 น.]

ความเห็นลำดับที่ 2
บางทีการจะเอาชนะใจตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันนะครับ
บางครั้งเราก็ต้องหาเหตุมาประกอบมาใช้เป็นแรงจูงใจ อย่างช่วงนี้ฝนตกแทบทุกเย็น วันที่ผมต้องเข้าเวร ก็ดันฝนไม่ตก วันที่ว่างก็ฝนตก แถมมีเรื่องยุ่งๆมาตลอด ไหนจะเรื่องserver ไหนจะเรื่องพรรคพวกเอาคอมพิวเตอร์มาให้ช่วยแก้ไข ( ทำlow level format ก็แล้ว ทำzero fill drive ก็แล้ว ก็ยังเอามาformatไม่ได้เสียที แถมฟิวส์เจ้ากรรมในภาคpower supply ก็ดันมาขาด เพราะว่าcondenserมันดันรั่วลงกราวด์ ต้องมานั่งหาสาเหตุกัน แหนะ เลยอ้างไม่ปั่นซะอย่างนั้นแหละ )

บางทีเราก็มักจะเอาเรื่องยุ่งๆเหล่านี้เป็นข้ออ้างในการที่ไม่อยากจะทำโน่นทำนี่ได้แล้วแต่เราจะคิดเอา จริงป่าวครับ

การปั่นบนTrainerนั้น แต่ก่อนเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมเลือกจะทำ เพราะว่าปั่นบนถนนสนุกกว่าเยอะ มีเพื่อน มีสายลม แสงแดด แต่ระยะหลังผมมักมีปัญหาเรื่องเกาะกลุ่มนำไม่ค่อยอยู่ ซ้อมหนักๆแทนที่จะแรงอยู่ตัว กลับยิ่งโทรม โอเวอร์เทรนจะถามหาอยู่บ่อยๆ มาพิจารณาก็พบว่าเรายังมีฐานที่ไม่แน่นพอ ฐานนั้นก็คือAerobic capacity ยังน้อยเกินไป น้อยเกินกว่าจะข้ามไปเล่นอะไรโหดๆได้นานๆ

แรงจูงใจมันก็เกิดขึ้นมาว่าทำไงจึงจะมีฐานที่แน่น เรื่องปั่นบนถนนตัดไปได้เลย เพราะว่าเวลาเข้ากลุ่มก็จะต้องบ้าอัดตามไปกับเขา มันก็เลยเกิดแรงมานะให้ต้องมานั่งหน้าทนอยู่บนtrainerนี่แหละ นั่งปั่นมันแทบจะทุกวันๆละ 1ชม กับเศษ 5-15นาที เอาHRMมาคาดอก เล่นมันอยู่แถวๆ 70-80%MHR นี่แหละ คือมันมีจุดมุ่งหมายนะ จุดมุ่งหมายที่ว่าเราต้องเข้ากลุ่มแล้วเกาะเขาให้ทัน

การปั่นบนเทรนเอร์น่าเบื่อจะตายไปครับ ลองหาวีดีโอเรื่องยาว หรือหนังชุด มาเปิด แล้วก็ปั่นไปดูไป หาพัดลมตัวโตๆมาเป่าให้เหงื่อแห้ง หรือเหงื่อไม่โชก ผมเองปั่นในห้องแอร์พร้อมพัดลม เหงื่อยังโชกอยู่เลย

แย่หน่อยครับ ช่วงนี้แรงจูงใจมันแพ้หน้าที่การงาน กับเรื่องน่าเบื่อที่ยกเอามาอ้าง มันก็เลยไม่ได้ปั่นเลย ทั้งๆที่ถอยเทรนเนอร์ตัวใหม่มาเป็นเดือนแล้ว ยังปั่นไม่คุ้มค่าตัวมันเลย ฮ่วยยยยย
โดย : ป๋าลู - [ 11 มิ.ย. 2545 - 01:17:18 น.]

ความเห็นลำดับที่ 3
อ.ลูฯ ครับผมขอถามเพิ่มที่เกี่ยวข้องในคำตอบข้างบนนิดหน่อยครับคือ ผมอยากทราบว่า aerobic capacity ต้องใช้เวลาในการสะสมนานไหมครับถึงระดับที่พัฒนาถึงระดับที่คงที่ของคนๆหนึ่ง และควรซ้อมอย่างน้อยกี่วัน/สัปดาห์และกี่นาที/วันครับ
โดย : grtto - [ 11 มิ.ย. 2545 - 08:33:40 น.]

ความเห็นลำดับที่ 4
aerobic capacity ไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ว่าต้องใช้เวลาในการสะสมเท่าไหร่ แต่ถ้าหากหยุดซ้อมต่อเนื่องกันเกินกว่า14วัน จะลดเหลือเพียงประมาณ 50 % สร้างยากแต่หายง่าย

aerobic capacity มันจะเป็นความสามารถในการใช้ออกซิเจนในขณะที่กล้ามเนื้อยังคงใช้พลังงานในระบบaerobicอยู่ ยิ่งถ้าหากความสามารถในส่วนนี้สูงเท่าไหร่ ก็หมายถึงendurance เพราะว่ากล้ามเนื้อจะสามารถทำงานได้นานและหนักกว่าจะถึงจุดล้าตัว หรือ anaerobic threshold

ระยะเวลาในการซ้อมต่อวัน บอกยากนะครับ ขึ้นกับคุณตั้งaimไว้แค่ไหน ถ้าหากเป็นพวกมืออาชีพ หรือกึ่งอาชีพ อย่างที่ผมเคยเจอมา เขาปั่นทางเรียบวันละ 140 กม. ปั่นกันแทบทุกวัน เอาไว้ไปreviewก่อนครับ
โดย : ป๋าลู - [ 11 มิ.ย. 2545 - 12:22:39 น.]

ความเห็นลำดับที่ 5
ก็ลองหาสาวๆมาช่วยส่งน้ำดื่ม ผ้าเช็ดหน้าให้ซิครับ

มีแรงจูงใจแน่
โดย : เด็กสนิมจับ - [ 11 มิ.ย. 2545 - 17:24:39 น.]

ความเห็นลำดับที่ 6
ผมปั่นไปดู TV ไป ช่วงนี้ดู football เลย ลองวิธีนี้ดู คือ พอทีม A บุก ก็ปั่นประมาณ 100 Watt พอทีม B บุก ก็เร่งเป็น 150 Watt สลับกันไป
โดย : k2k - [ 11 มิ.ย. 2545 - 20:55:41 น.]

ความเห็นลำดับที่ 7
ถึงแม้จะเป็นอุปกรณ์สำหรับการฝึกซ้อมที่เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพที่สุด แต่เรามักรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ ก็เพราะเอาไปเปรียบเทียบกับความสนุกในการถีบจักรยานบนถนน

หลังจากต้องหาวิธีอยู่ร่วมกับเทรนเนอร์ให้ได้อย่างมีความสุขมาพอสมควร ผมพบว่าการขาดแรงจูงใจ ที่จะถีบบนเทรนเนอร์ มีปัจจัยหลักอยู่ 4 ประการ

1.ทัศนคติที่ไม่ถูกต้องต่อการถีบบนเทรนเนอร์
2.รูปแบบการฝึกซ้อมที่น่าเบื่อหน่าย
3.ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและเหมาะสม
4.ไม่มีการวัดผลสำเร็จที่ดี

ลองมาจาระไนกันดูทีละข้อ

1.ให้มองว่าเทรนเนอร์เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในการฝึกซ้อม เหมือนกับอุปกรณ์ Weight Traning ชิ้นหนึ่ง อย่าขึ้นบนเทรนเนอร์ด้วยความรู้สึกที่ว่า จำใจต้องขึ้นเพราะออกไปถีบข้างนอกไม่ได้ ลองมองดูว่า เทรนเนอร์มีข้อดีหลายอย่างสำหรับนักปั่นในเมือง ที่มีปัญหาในการขาดแคลนสถานที่ฝึกซ้อมที่เหมาะสมและปลอดภัยพอ เป็นต้นว่า คุณสามารถซ้อมยืน(หรือนั่ง)ถีบขึ้นเขาได้ทุกๆวัน วันละนานเท่าที่พอใจ ในเมืองที่ไม่มีภูเขาเลยอย่างกรุงเทพฯ หรือซ้อมสปริ๊นท์สุดแรงเกิดได้แรงและมากครั้ง จนกว่าจะลงมานอนแผ่หราบนพื้นบ้าน โดยไม่ต้องกลัวว่าจะชนอะไรหรือถูกอะไรชน หรือว่าซ้อมถีบขาเดียวที่เกียร์หนักมากๆได้ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการทรงตัว ทั้งยังสามารถถีบไปด้วยส่องกระจกไปด้วยเพื่อสำรวจการวางท่าทางที่สวยงามถูกต้องก็ยังได้

เดี๋ยวขอตัวก่อนครับ เอาไว้ว่ากันต่ออีกที หรือใครคิดเห็นอย่างไร เชิญเลยครับ
โดย : Zinfandel - [ 12 มิ.ย. 2545 - 10:41:35 น.]

ความเห็นลำดับที่ 8
ผมขอขอบคุณมากครับสำหรับหลากหลายความคิดเห็นที่ตอบให้มานี้รู้สึกว่าพอจะหา Idea ดีๆได้จากคำแนะนำของเพื่อนสมาชิกแต่ก็ยากอย่างที่ว่านั่นแหละ....อิ๊อิ๊
โดย : kiew - [ 12 มิ.ย. 2545 - 22:34:33 น.]

ความเห็นลำดับที่ 9
เอาล่ะ..ไหนๆก็เกริ่นไปแล้ว ขอว่าไปเรื่อยๆแล้วกันนะครับ

2.รูปแบบการฝึกซ้อม ถ้าเราใช้รูปแบบการขี่บนถนนมาใช้บนเทรนเนอร์ละก็ เบื่อแย่เลย ผมมีโปรแกรมการซ้อมบนเทรนเนอร์ที่เร้าใจ และสนุกสนานมาก ขอให้เกียรติแก่ผู้ที่คิดวิธีนี้ขึ้นมา คือ Dr.Arney Baker ผู้เขียนหนังสือ Bicycling Medicine และ Smart Cycling เขาเรียกโปรแกรมนี้ว่า "12 สัปดาห์บนเทรนเนอร์" เขาใช้โปรแกรมเหล่านี้อย่างได้ผลดีเยี่ยมกับนักกีฬาอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมในช่วงปลายฤดูหนาว (เนื่องจากออกไปซ้อมบนถนนไม่ได้) และได้จดลิขสิทธิ์เอาไว้แล้ว

ผมจะจับเอาหลักการมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เพื่อนๆนำไปออกแบบโปรแกรมการฝึกซ้อมกันเอาเองตามใจชอบ แต่หากสนใจฉบับ Original โปรแกรมเหล่านี้อยู่ในหนังสือของเขาที่ชื่อSmart Cycling ได้มีนิตยสารบางฉบับ นำไปปรุงให้เจือจางลง เพื่อให้เหมาะสมแก่ผู้ที่ขี่เพื่อออกกำลังกายทั่วไป ซึ่งคุณ PsKorat ได้นำมาแปลลงใน ThaiMTB แล้ว

เราเรียกวีธีนี้ว่า"การเล่นกับรอบขา" เพราะฉนั้น สิ่งที่ควรจะมีนอกจากจักรยาน,พัดลม, เทรนเนอร์( ไม่ใช่"โรลเลอร์"หรือ "ลูกกลิ้ง"นะครับ) ก็คือ ไมล์วัดรอบขา ที่ราคาพอสมควรและพอหาได้ก็คือ Cateye Astrale (หาซื้อได้ที่โปรไบค์ ราคาประมาณ 1,000 บาท) แต่ถ้าไม่ติดไมล์วัดรอบขา จะใช้วิธีคำนวณเอาจากความเร็วก็ได้ มีผู้แสดงวิธีเอาไว้ในเว็บบอร์ดแล้ว ส่วนฮาร์ทเรตไม่จำเป็นนัก ซึ่ง Arney Baker มีความคิดที่ค่อนข้างสวนกระแสเกี่ยวกับการยึดมั่นในฮาร์ทเรตมากจนเกินไป

ใช้เวลาในการฝึกซ้อมประมาณ 1-2 ชั่วโมง ดังนั้นควรเตรียมน้ำดื่มเอาไว้ให้พร้อมอย่างน้อย 2 ขวดต่อหนึ่งชั่วโมง

เรามาเริ่มกันที่ชุดแรกก่อนเลยเรียกว่า"Spin Workout"หรือชุดฝึกรอบขา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพียงแค่ไม่กี่ครั้งคุณจะรู้สึกได้เลยว่ารอบขาลื่นขึ้นมาก หนึ่งชุดของการฝึกซ้อมมีส่วนผสมดังนี้

ชุดอุ่นเครื่อง+ชุดฝึกรอบขา1+ชุดฝึกรอบขา2+ชุดถีบขาเดียว+ชุดฝึกรอบขา3+จับชีพจร+ชุดผ่อนคลาย

ในระหว่างชุดจะพัก 1 นาที โดยการถีบที่เกียร์เบาๆ ที่แทบไม่ต้องออกแรงกด

เป้าหมายอยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพของการควงขา(spin)เพียงประการเดียว

ชุดอุ่นเครื่อง
เริ่มที่เกียร์เบามากๆที่รอบขา 60 rpm มองนาฬิกาเอาไว้ให้ดี เมื่อเข้าสู่นาทีที่ 2 ให้เพิ่มรอบขาขึ้นอีก 5 รอบ เป็น 65 rpm และเพิ่มรอบขานาทีละ 5 rpm ไปเรื่อยๆ จนถึง 100 rpm เป็นอันจบ 10 นาที่ของการอุ่นเครื่อง ถ้าจบชุดนี้ด้วยอาการหอบแฮ่กๆ แปลว่าใช้เกียร์หนักเกินไป

ชุดฝึกรอบขา1
ปรับเกียร์ให้หนักขึ้น เริ่มที่รอบขา 80 rpm แล้วก็เพิ่มขึ้นนาทีละ 5 rpm จนกระทั่งไปถึง 110 rpm จบชุดนี้ควรจะพูดแล้วติดหอบนิดหน่อย ไม่งั้นแปลว่าใช้เกียร์เบาเกินไป

ชุดฝึกรอบขา2
ใช้เกียร์เดิม หรือเพิ่มให้หนักขึ้นอีกหนึ่งเกียร์ สำหรับนักปั่นที่มีประสบการณ์ เริ่มที่ 80 rpm เพิ่มนาทีละ 5 rpm ไปจนถึง 125 rpm

ชุดฝึกขาเดียว
อันนี้ละครับ คือทีเด็ดของการฝึกซ้อม แต่ต้องเลือกเกียร์อย่างระมัดระวัง เพราะมีโอกาสสูงมากที่เข่าจะเจ็บจากการใช้เกียร์หนักเกินไป เริ่มโดยการปลดขาออกจากบันไดข้างหนึ่ง ห้อยเอาไว้ หรือวางเอาไว้ที่ดุมล้อหลังก็ได้ แต่ระวังอย่าช่วยยันในจังหวะถีบ เริ่มถีบด้วยเกียร์ที่สามารถทำให้ถีบได้ 50-55 rpm พยายามควบคุมการดันและดึงให้ราบเรียบที่สุด พอครบ 1 นาที ก็สลับด้วยการปั่นสองขา 1 นาที แล้วก็เปลี่ยนเป็นขาอีกข้างหนึ่ง สลับกันไปเรื่อยๆ สักข้างละ 4-5 ครั้งก็พอ
เมื่อคุ้นเคยและไม่มีอาการบาดเจ็บ ให้เพิ่มเกียร์หนักขึ้นที่ 40-50 rpm แต่อย่าต่ำกว่า 40 rpm และเพิ่มเวลาให้มากขึ้นสัปดาห์ละนาที จนกระทั่งถึงข้างละ 5 นาทีก็ได้ โดยไม่ต้องคั่นด้วยการปั่นพักสองขา
สำหรับผู้ที่เพิ่งเคยลอง ข้างละนาทีนี่ก็ตะคริวแทบจับแล้วครับ
ประโยชน์ที่จะได้อย่างชัดเจนจากชุดนี้ก็คือ จังหวะดึงขาจะดีขึ้น

ชุดฝึกรอบขา3
หลังจากผ่านชุดถีบขาเดียวมาแล้ว คุณจะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าพลังในการถีบและดึงมีมากขึ้น และขาลื่นขึ้นเมื่อเข้าสู่ชุดต่อไป
เริ่มด้วยการเปลี่ยนเกียร์ให้หนักกว่า ชุดรอบขา2 เริ่มที่ 80 หรือ85 rpm เพิ่มขึ้นนาทีละ 5 rpm เช่นเคย จนไปจบที่ 130+rpm สำหรับบางท่านอาจจะไปไม่ถึง 130 rpm ให้เปลี่ยนไปใช้เกียร์ที่เบาขึ้นอีก ชุดนี้ควรจะจบด้วยอาการอ้าปาก ลิ้นห้อยเลยทีเดียว คือชีพจรขึ้นเกินกว่า 90% (สำหรับผู้ที่ไปถึง 140 rpm) ถ้าหากยังรู้สึกสบายๆ แปลว่าเกียร์เบาเกินไป

จับชีพจร
หลังจากจบชุดที่แล้วจับชีพจรทันที บันทึกเอาไว้ และจับอีกทีเมื่อเวลาผ่านไป 2 นาที ระหว่างนั้นจะหยุดอยู่นิ่งๆหรือปั่นเบาๆก็ได้ เอาชีพจรที่บันทึกทั้งสองครั้งมาลบกัน เทียบดูกับเกณฑ์คร่าวๆข้างล่าง
60 ครั้งขึ้นไป แข็งแรงดี
70 ครั้งขึ้นไป กำลังจะแรง
80 ครั้งขึ้นไป ได้ถ้วยรุ่น B
90 ครั้งขึ้นไป ไม่มีใครในกลุ่มตามทัน มีถ้วยเต็มตู้
100 ครั้งขึ้นไป เทิร์นโปร

เอาตัวเลขที่จดเอาไว้แต่ละวันมาเปรียบเทียบดู หากฝึกซ้อมสม่ำเสมอ ตัวเลขมันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าคุณกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นแรงจูงใจในการถีบบนเทรนเนอร์ได้อย่างดีทีเดียว

ชุดผ่อนคลาย
เลือกเกียร์เบาๆ เริ่มที่ 80 rpm เพิ่มนาทีละ 5 ไปจนถึง 110 rpm แต่อย่าเพิ่งหยุด ให้ลดรอบขาลงนาทีละ 5 rpm จนกลับมาที่ 85 หรือเท่าที่พอใจ ชีพจรขณะจบการฝึกซ้อม ควรจะอยู่ต่ำกว่า 130 bpm

สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมจำนวนรอบขา หรือจำนวนชุดฝึกได้ ตามแต่วิจารณญานของแต่ละท่าน รับรองได้ว่าหนึ่งชั่วโมงบนเทรนเนอร์จะหมดไปโดยไม่รู้ตัว

ลองดูนะครับ เป็นอย่างไรช่วยบอกด้วย ถ้าเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ จะนำชุดอื่นๆมาเสนอเป็นลำดับต่อไป


โดย : Zinfandel - [ 13 มิ.ย. 2545 - 13:38:52 น.]

ความเห็นลำดับที่ 10
โห เจ๋งครับคุณ Zinfandel, ผมรู้สึกอยากไปซื้อ trainer มาปั่นกับที่บ้างแล้วครับ รุ่นไหนดีครับ แน่ะนำหน่อยครับ อยากให้มันมีการปรับได้หลายๆระดับ แข็งแรงทนทานคุ้มค่าราคาพอสมควรครับ
ขอบคุณครับ
โดย : yuths - [ 14 มิ.ย. 2545 - 00:30:30 น.]

ความเห็นลำดับที่ 11
ขอบคุณมากเลยครับคุณZinfandel
หนังสือเล่มที่ว่านี่ผมก็มีอยู่ในชั้นหนังสือ แต่หน้าดังกล่าวยังไม่เคยหยิบเอามาเปิดดูเลย ใกล้เกลือกินด่างหรือเปล่าเนี่ย เนื้อหาตั้งแต่หน้า97 - 129 นี่เข้มข้นจริงๆ

โดย : ป๋าลู - [ 14 มิ.ย. 2545 - 11:32:22 น.]

ความเห็นลำดับที่ 12
ขอเอาไว้ในคอลัมน์ นานาสาระ นะครับ
โดย : ป๋าลู - [ 14 มิ.ย. 2545 - 11:33:48 น.]

ความเห็นลำดับที่ 13
Good........... ขอบคุณมากครับ จะน้อมนำไปประพฤติครับผม
โดย : Trial_man - [ 15 มิ.ย. 2545 - 00:29:09 น.]

ความเห็นลำดับที่ 14
ยินดีครับ ที่เพื่อนๆเห็นว่ามันมีประโยชน์

ครับป๋าลู..เล่มนี้เนื้อหาดีมาก ทั้งๆที่เขียนด้วยถ้อยคำเรียบง่ายสบายๆ ไม่ดูเป็นวิชาการเกินไปนัก โดยเฉพาะภาคหลังที่ว่าด้วย ข้อควรปฏิบัติและกลเม็ดต่างๆ ในการขี่รถถนน แต่น่าเสียดายครับ หลังจากยืมกันไปยืมกันมา ของผมหายสาบสูญไปแล้ว อาศัยว่าจำหลักการได้เพราะใช้ซ้อมเป็นประจำ

คุณ Yuths : ตอนนี้เท่าที่ผมเห็นว่าน่าสนใจทั้งคุณภาพและราคาก็คือ Minoura HyperMag แบบจับยาง ซึ่งเมื่อก่อนมักรังเกียจกันว่ามันกินยาง และเสียงดัง ก็เลยหันมาลองแบบจับขอบกัน ผมก็ลองกับเขาด้วย ปรากฏว่ากลับยุ่งยากและสิ้นเปลืองกว่าในการบำรุงรักษา เพราะส่วนที่ต้องเปลี่ยนนอกจากสานพานแล้ว ก็ยังมีลูกยางอีก 2 ลูก และตลับลูกปืนอีก 4 ตลับ ทั้งโครงสร้างก็ไม่แข็งแรงนัก ถ้าสังเกตดูตามหน้านิตยสารต่างประเทศ จะพบว่ารุ่นจับขอบนั้นสาบสูญไปจากตลาดกว่า 2 ปีแล้ว

ถ้าสนใจ Hypermag ดูได้ที่เวิร์ลด์ไบค์ เลียบทางด่วนรามอินทรา ราคา 5,500 บาทครับ ไม่รู้ว่าลดได้อีกหรือเปล่า?
โดย : Zinfandel - [ 17 มิ.ย. 2545 - 10:19:30 น.]

ความเห็นลำดับที่ 15
ขอบคุณครับคุณ Zinfandel , ผมเข้ากระทู้นี้ช้าไปหนึ่งวันครับ เมื่อวานผมได้ไปถอย Hypermag Remote รุ่นใหม่มาจากแสงทองด้วยราคาเจ็ดพันต้นๆ

คำตอบที่ได้เต็มๆเลยก้อคือผิดหวังครับ แบบจับขอบล้อนั้นไม่อิสระเหมือนอย่างที่ผมได้คิดไว้ มันหนักมากเสียจนไม่อยากปั่นเลยละครับ ในคู่มือมันแนะนำให้เอาเพลทด้านในออกอันนึงแล้วจะมี feeling ที่ดีขึ้น ผมก้อได้ทำตามแล้ว ปรากฏว่าไม่ต่างกันเลยยังฝืดเหมือนเดิม ผมได้พยายามตั้งระยะให้ Center ที่สุดแล้ว
และได้ทำการคลายน็อตยึดลูกยางทั้งสองข้างออก ก้อยังฝืดอยู่ดี และที่สำคัญตัว Remote ที่ให้มาก้อใช้ไม่ได้ทุกระดับ มันคลิ๊กได้แค่สี่คลิ๊กเองแทนที่จะเป็นหก(เจ็ดระดับ) ผมเลยเซ็งเลย มาลองดูสาเหตุแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้ายางลูกกลิ้งที่จับขอบล้อนั้นเหมือนกับว่ามันทำหน้าที่เป็นเบรค กับ Rim ของผมเลยแม้ในขณะที่ปรับ tension ต่ำสุด ก่อนซื้อก้อได้ลองรุ่นของเฮียเค้าแบบรุ่นเก่าผมรู้สึกว่ามันดีกว่ารุ่นที่ผมมีอยู่เสียอีก เพียงแต่ว่ารุ่นเก่าเสียงดัง รุ่นใหม่เงียบกว่า ใครใช้รุ่นนี้อยู่แล้วแก้ไขยังไง ขอความกรุณาช่วยบอกด้วยนะครับ หรือเป็นเพราะยางไม่ถูกกับขอบ Ceramic?
โดย : Yuths - [ 18 มิ.ย. 2545 - 00:36:23 น.]

ความเห็นลำดับที่ 16
คุณ yuths..ลองใช้เกียร์เบาๆ ขนาด 32 x 30 ดู ที่ความหนืดต่ำสุด ถ้ายังฝืดจนแทบถีบไม่ไป ก็ยกกลับไปให้ที่ร้านเขาดูให้ดีกว่า ยิ่งถ้าได้จ่ายไปเจ็ดพันต้นๆ ทางร้านคงต้องบริการเต็มที่ หรือคุณ Yuths ขอเขาเปลี่ยนเป็นรุ่นอื่นยังน่าจะได้

อย่าเพิ่งเซ็งเลยครับ ของผมก็จับขอบเหมือนกัน ถ้าติดตั้งอย่างถูกต้อง ก็ใช้งานได้ดีพอควร
โดย : Zinfandel - [ 18 มิ.ย. 2545 - 10:07:31 น.]

ความเห็นลำดับที่ 17



ของคุณ Zinfandel เป็นเหมือนผมหรือเปล่าครับ ถ้ายังไม่มีล้อ เจ้าลูกยางสองลูกมันจะมาติดกันเลยหลังจากปลดล๊อกแล้ว ส่วนลูกยางด้านมีสายพาน หลังทำการปรับหนึดสุดและเบาสุด Feeling ไม่ได้ต่างกันมาก

ผมได้ลองโดยใช้เกียร์เบาสุด หน้าเล็กสุด หลังใหญ่สุดแล้วก้อยังพบว่ายังฝืดมากอยู่เลยครับ มันถีบไปนะครับ แต่รู้สึกเหมือนมันขึ้นเขาตลอดเวลา มันไม่อิสระอย่างที่คิดไว้ ผมคิดว่าแรงของ spring มีมากเกินไปทำให้มันไปบีบขอบล้อจนหมดความอิสระ
คือถ้าแยกลูกยางสองลูกนี้ออกมาเพื่อให้มีขนาดเท่ากับความกว้างของขอบล้อต้องใช้แรงมากทีเดียวครับ อันนี้เป็นปรกติหรือไม่ครับ
โดย : Yuths - [ 18 มิ.ย. 2545 - 14:40:24 น.]

ความเห็นลำดับที่ 18
กรณีที่ไม่มีล้อ ลูกยาง2ข้างก็ควรจะเข้ามาเกือบชนกันได้ครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นมันจะไม่มีแรงกดกับขอบล้อ

อนึ่งเนื่องจากเป็นของใหม่ ผมเลยไม่อยากจะแนะนำให้รื้อถอนปรับแต่งอะไรมากมายนัก เห็นด้วยกับคุณZinfandelว่าน่าจะให้เฮียวิเชียรแกรับทราบปัญหาด้วยจะเป็นการดีครับ

ผมใช้รุ่นเก่ากว่านี้ ( แหมรุ่นใหม่สีสวยจัง ) ไม่มีRemote เวลาปรับที่คลิก3 จาก L ใช้จานกลาง 34T กับเฟืองหลัง 12-21T 8 สปีดของเสือหมอบ ( เสือภูเขาแต่คบกับเฟืองหลังเสือหมอบ ) ผมว่ามันก็ไม่เลวนักนะครับ คือไม่หนืดถึงกับปั่นไม่ไป แล้วก็ไล่เกียร์กันได้สนุกดีเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งRemoteใช้ได้ไม่ดี น่าจะมีปัญหาอยู่พอสมควร

ข้อแนะนำสุดท้ายคือเอาไปให้เฮียวิเชียรพิจารณาก่อนดีกว่าครับ
โดย : ป๋าลู - [ 18 มิ.ย. 2545 - 21:29:56 น.]

ความเห็นลำดับที่ 19
สงสัยคงต้องแบกไปร้านเฮีกแกให้ดูให้หน่อยแล้วละครับ เพราะผมใช้จานกลาง 32T ใบหลัง 12 แทบปั่นไม่ไปเลยละครับ ใบสามนี่ไม่ต้องพูดถึง หนักสุดยอดครับ ขอบคุณป๋าลูและคุณ Zinfandel ด้วยครับ
โดย : Yuths - [ 18 มิ.ย. 2545 - 22:45:25 น.]

ความเห็นลำดับที่ 20
ขอความรู้นะครับ


ข้อดี - ข้อด้อย ความแตกต่าง
ระหว่าง เทรนเนอร์ /กับ / จักรยานที่อยู่ตามห้องยิม ห้องเวตถ์
ทั้งหลาย

ขอรบกวนทัศนะ จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ด้วยครับ
โดย : ภูส์ - [ 26 ส.ค. 2545 - 12:43:53 น.]

ความเห็นลำดับที่ 21
ความแตกต่างที่ทำให้เกิดเป็นข้อดีและข้อด้อยก็คือ
จักรยานที่คุณประกอบยึดไว้บนเทรนเนอร์ก็ย่อมจะเป็นจักรยานที่คุณคุ้นเคยที่สุด ทั้งความยาวขาจาน ระยะเบาะ ความสูงของเบาะ มุมของท่อนั่ง ในขณะที่จักรยานตามฟิตเนสมีหลากหลายแบบ บ่อยครั้งที่ขนาดไม่พอดีกับเรา เช่น ขาจานสั้นยาวไป มุมของท่อนั่งที่แตกต่างไม่เหมือนกัน เบาะนั่งที่ไม่คุ้นเคย และที่สำคัญใส่cliplessที่เราถนัดไม่ได้เสียด้วยสิ อันนี้เรื่องใหญ่สำหรับผมเลยแหละ
โดย : ป๋าลู - [ 26 ส.ค. 2545 - 21:12:33 น.]

ความเห็นลำดับที่ 22
แรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องมีการติดตามผลด้วยครับ โดยการวัดอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างพัก คือ การอัตราการเต้นหัวใจหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า ถ้าหากเราพบว่า อัตราการเต้นของหัวใจในขณะพักนั้นค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ ในแต่ละอาทิตย์ มันก็เหมือนการลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าครับ

โดย : แป๊ะ UTC - [ 4 ก.ย. 2545 - 08:21:05 น.]

ความเห็นลำดับที่ 23
เรียนคุณ Zinfandel ช่วยตอยปัญหาข้องใจของผมให้ด้วยครับ
ผมใช้ Trainer แบบ 3 ลูกกลิ้ง ผมเคยนำหลักการซ้อมของคุณมาใช้ได้ผลอยู่เหมือนกัน แตมีปัญหาอยู่ว่า การปั่นขาเดียว จะทำไม่ได้แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรครับ หรือมีวิธีการซ้อมแบบอื่นๆ อีกมั้ยครับ
โดย : ฮิวโก้ - [ 20 พ.ย. 2545 - 11:13:28 น.]

ความเห็นลำดับที่ 24
ช่วยตอบครับ

การฝึกปั่นขาเดียวบนลูกกลิ้ง 3 ลูก เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝนมากครับ เพราะเป็นการยากในการรักษาbalance แต่ถ้าตั้งใจจริงๆก็น่าจะฝึกได้ครับ

ทางเลือกอีกอย่างก็คือการฝึกจริงบนถนน
โดย : ป๋าลู - [ 22 พ.ย. 2545 - 08:20:30 น.]

Please support our sponsor
ขอเชิญร่วมเสนอแนะความคิดเห็นครับ
    จาก :
 email :
     icq :
image :
เฉพาะ .jpg หรือ .gif และขนาดไม่เกิน 50 KB เท่านั้น
สำหรับรูปที่มีขนาดเกินกว่า 50 KB คลิ้กที่นี่

รายละเอียด


           easily add your picture
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียวครับ....