BikeLove E-Magazine for all

0001[TextCounter Fatal Error: Could Not Increment Counter]

Sag Setting
เรียน อาจารย์ ลู่ และผู้คงความรู้ ช่วยอธิบายการ Set Sag ให้หน่วยคะ

ดิฉันใช้ Shox ของ SID SL รุ่น 2001 อยู่ อยากทราบวิธีการตั้ง Sag และช่วยกรุณาอธิบายความสำคัญของมันด้วย ค๊ะ

ขอแถมอีกหัวข้อหนึ่งค๊ะ คือ การปรับ Rebound ด้วยค๊ะ

ขอบพระคุณล่วงหน้า
โดย : Prair - [ 9 มี.ค. 2544 - 17:02:54 น. ]

sag คือระยะยุบตัวของชอคขณะที่ผู้ขับขี่นั่งบนจักรยาน ( ผลจากน้ำหนักตัวของผู้ขับขี่ ) การปรับระยะsag ที่เหมาะสมจะทำให้ล้อหน้าสามารถยึดเกาะกับพื้นทางได้ตลอดเวลา การที่ต้องมีระยะยุบตัวไปก่อนนี้ จะช่วยให้ในเวลาที่ล้อหน้าผ่านหลุม ชอคหน้าก็จะมีการยืดตัวออกมาก่อน ทำให้ล้อยืดลงไปหาก้นหลุม ก่อนที่ล้อหน้าจะหล่นไปกระแทกกับก้นหลุมตามแรงดึงดูดของโลกเอง จึงทำให้ล้อสัมผัสกับพื้นแทบตลอดเวลาอย่างที่กล่าวไว้

การปรับระยะsag จะขึ้นกับลักษณะการใช้งาน ถ้าต้องการช้ในการแข่งขันจะปรับระยะsag ไว้ที่ 10-15 % ของระยะยุบตัว เช่น SID SL มีระยะยุบตัว 80 mm ก็จะปรับให้มีระยะsag 8 - 12 mm แต่ถ้าต้องการขี่เล่นสนุกหรือขี่ในภูมิประเทศ ก็จะปรับให้มีระยะsagเพิ่มขึ้น คือ ประมาณ 15-20 % ของระยะยุบตัว ก็จะปรับให้มีระยะsag 12-16 mm ระยะsag ที่มากขึ้น จะทำให้การขับขี่นุ่มนวลและสบายขึ้น

การตั้งระยะsag ของ SID SL ทำได้โดยการปรับแรงดันใน Main air spring ( อยู่ในกระบอกซ้ายด้านบน ) ให้ใช้สายรัดหรือcable tie มารัดไว้ที่กระบอกบนเหนือซีลตัวบน แล้วขึ้นไปนั่งบนรถอย่างนุ่มนวล แล้วค่อยๆลงมา ดูว่าชอคยุบตัวเท่าไหร่ ( สายรัดจะขยับตัวขึ้นมาด้านบน ) วัดดู แล้วปรับแรงดันให้ได้ระยะตามที่ต้องการ แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลามาก ก็ลองใช้ตามคู่มือของ SID SL ดังนี้

>120lb (55 kg) 70-80 psi
120-140lb (55-65 kg) 80-100 psi
140-160lb (65-73 kg) 100-120 psi
160-180lb (73-82 kg) 120-140 psi
>180lb (82 kg) 140-160 psi

ให้ลองเลือกแรงดันดูก่อนนะครับ ว่าจะสูบอ่อนสูบแข็งแค่ไหน โดยส่วนตัวแล้ว ผมใช้SID Race ซึ่งไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากนัก ( แค่ไม่มีlock out กับปรับ damperไม่ได้เท่านั้น ) ผมใช้วิธีนั่งบนรถแล้ววัดระยะsagครับ แล้วปรับแรงดันลมไปจนพอใจ เพราะว่าจากคู่มือที่ให้ น่าจะเป็นการปรับแบบขี่สบายมากกว่า

ส่วน Negative air spring ( กระบอกซ้ายด้านล่าง ) ถ้าสูบแข็ง ก็จะยุบตัวง่าย นุ่มนวลขึ้น ถ้าสูบอ่อนจะยุบตัวช้าลง ชอคจะกระด้างขึ้น เหมาะสำหรับการแข่งขัน จากประสพการณ์ที่ใช้มา จะสูบ Negative น้อยกว่า main อยู่ 20 psi สำหรับการขี่แบบท่องเที่ยว และจะสูบ Negative น้อยกว่า Main อยู่ 40 psi สำหรับการขี่แข่ง ขี่ลุย หรือ ขี่เอามันส์

ส่วน rebound damper จะทำหน้าที่หน่วงให้ชอคยืดตัวช้าลง ทำให้ลดอาการเต้นของล้อหน้าในเวลาที่ผ่านที่ขรุขรุ ถ้าหน่วงน้อย ชอคจะยืดตัวเร็วขึ้น ถ้าหน่วงมากก็จะยืดตัวช้าลง เป็นการบอกได้ยากเหมือนกันครับว่าจะปรับให้หน่วงมากหรือน้อยดี ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะการขี่ และทางที่ขี่ รวมไปถึงอุปนิสัยของผู้ขับขี่ด้วย

ถ้าหน่วงน้อยไป ก็จะรู้สึกนุ่มนวล แต่ก็จะรู้สึกของอาการเต้นของล้อหน้าได้ แต่ถ้าหน่วงมากก็จะกระด้าง แต่จะมั่นคงขึ้น เวลาวิ่งผ่านที่ขรุขระมากๆ ด้วยความเร็ว บางครั้งชอคอาจจะยืดตัวไม่ทัน ทำให้ล้อหน้าผ่านก้นหลุมไปได้โดยที่ไม่สัมผัส ( ลดการยึดเกาะ แต่ช่วยให้ขับขี่ผ่านไปได้โดยง่าย )

ถ้าให้ดีแล้ว ควรจะเริ่มโดยการหมุนลูกบิดสำหรับปรับrebound ( ด้านล่างกระบอกขวา ) ไว้ตรงกลางก่อน แล้วลองปรับให้หน่วงมากหรือหน่วงน้อย แล้วเปรียบเทียบความพึงพอใจดูครับ
โดย : - [ 9 มี.ค. 2544 - 20:59:35 น.]

อาจารย์ ลู่ ที่เคารพ

ไม่ทราบว่าดิฉันเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าว่า ในการ Set SAG มีขั้นตอนดังนี้คือ
1. ปล่อย Pressure จากด้านล่าง negative pressure valve ให้หมด ในกรณีที่เติมไว้แล้ว ถูกน้องหรือไม่

2. เติม Pressure เข้าด้านบนของ positive pressure valve โดยประมาณตามตามน้ำหนัก และ Style การขี่ที่อาจารย์แนะนำ
เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเพิ่มหรือลดที่หลัง ใช่หรือไม่

3. ขึ้นไปนั่งบนจักรยาน โดยให้เพื่อนจับ แล้วใช้ zip tie/cable tie พันไว้ เพื่อแสดงระที่ shox ยุบเมื่อขึ้นไปนั่ง สัมพันธ์ กับน้ำหนักของผู้ขี่

4. ลงจากจักรยาน แล้วดูค่า SAG ว่าได้ตามที่ ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ได้ SAG ตามที่ต้องการให้เพิ่ม หรือ ลด pressure เข้าที่ Positive pressure Valve ใช่หรือไม่ ?

5. สมมติว่า เรา set SAG ตามที่ต้องการได้แล้ว จึงค่อยเติม pressure ที่ด้านล่าง (Negative Pressure Valve) ใช้หรือไม่

ดิฉันเป็นมือใหม่ ที่ชอบศึกษา และทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง คือไม่อยาก มั่ว คะ อย่างไรก็รบกวนอาจารย์ลู่ ช่วย กรุณาอธิบายว่าความเข้าใจของดิฉัน ถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ชอบแก้ไขให้ด้วย จักเป็นพระคุณอย่างสูง

Thanks & Regards,
Prair
โดย : prair - [ 13 มี.ค. 2544 - 12:12:59 น.]

ที่กล่าวมาแล้วถูกทุกข้อแล้วครับ
เพราะตามทฤษฎีแล้วนั้นเราจะปรับที่main หรือ positive air หรือ กระบอกบนก่อน ซึ่งก็ควรจะปล่อยลมในnegative ออกจนหมดเสียก่อนที่จะเริ่มปรับแต่งแรงดันลมในmain เพราะจะเป็นการง่ายในการปรับหรือวัดค่าsag เนื่องจากชอคจะยุบตามน้ำหนักของผู้ขับขี่เท่านั้น ไม่ยุบกระเพื่อมในจังหวะที่ลุกขึ้นนั่งหรือลุกลงจากเบาะ เพราะการทำงานของnegative spring มาช่วยเสริม

ผมเองสูบลมmain spring แล้วจดค่าsagไปเรื่อยๆครับ จากนั้นก็ลองเติมnegative แล้วดูความรู้สึกเอา ว่าจะเลือกเอาnegativeระดับไหน

ในระยะหลังๆ หลังจากที่ได้ค่าต่างๆมาเป็นreferenceของเราแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยลมออกหมดก็ได้ครับ สูบเอาตามเกณฑ์ที่เราบันทึกเอาไว้ โดยยึดหลักการว่า ถ้าจะสูบ สูบmainก่อน แล้วค่อยสูบ negative ถ้าจะปล่อยลม ให้ปล่อย negative ก่อน แล้วค่อยปล่อยmain เสมอ

ผมเองน้ำหนักตัว 59-60 กก. ผมเซ็ทเอาไว้2ค่า คือ จะสูบMain 110 psi , negative 70 psi สำหรับการปั่นในแบบแข่งขัน และ จะสูบMain 100 psi และ negative 80 psi สำหรับปั่นเที่ยว

การเริ่มต้นตามทฤษฎีเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องครับ มันทำให้เราเข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้น จากนั้นจึงค่อยปรับแต่งให้เข้ากับตัวของเราครับ
โดย : - [ 13 มี.ค. 2544 - 15:30:31 น.]

Crystal clear, Ka.

Prair
โดย : prair - [ 15 มี.ค. 2544 - 11:02:31 น.]