Heart Rate Monitor (HRM) เป็นเครื่องมือใช้วัดอัตราการเต้นของหัวใจหรืออัตราชีพจร โดย อาศัยวิธีการทำงานได้หลายแบบได้แก่
|
-
อาศัยการจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ(EKG) แล้วแปลงกลับไปเป็น
อัตราชีพจร เครื่องมือพวกนี้จะมีขั้วไฟฟ้า ซึ่งอาจทำออกมา ในลักษณะของ
- แถบรัดหน้าอกที่ผนวกเครื่องตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจไว้ ด้วยในชิ้นเดียวกัน แล้วจะส่งสัญญาณเป็นคลื่นวิทยุไปยัง ตัวแสดงผล ซึ่งมีรูปร่างคล้ายๆกับนาฬิกาข้อมือ (ดังรูป) ( เนื้อหาที่จะกล่าวต่อไปนี้คงจะครอบคลุมเฉพาะHRMชนิดนี้เท่านั้น )
- Electrode patch แล้วต่อสายไฟมายังเครื่องแสดงคลื่น ไฟฟ้าหัวใจ เพื่อเฝ้าดูลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และอัตรา ชีพจร โดยจะพบเห็นได้ในเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งใช้ ร่วมกับการตรวจหาสมรรถภาพของหัวใจในคนสูงอายุหรือ ในห้องทดลองทางกีฬาเวชศาสตร์
|
|
|
-
อาศัยการจับจังหวะการเคลื่อนที่ของเลือดภายในหลอดเลือด
ที่มาเลี้ยงปลายนิ้ว หรือติ่งหู ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามจังหวะการ เต้นของหัวใจ เครื่องมือพวกนี้มักติดตั้งอยู่บนเครื่องออกกำลัง กายในฟิตเนสคลับ ซึ่งจะมีprobeเป็นรูปไม้หนีบ เพื่อหนีบ กับปลายติ่งหู (หลักการคงไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้)
การวัดด้วยวิธีนี้ได้ผลไม่เที่ยงตรงนัก เพราะมีข้อจำกัดหลาย อย่าง จึงควรใช้ในฟิตเนสคลับเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับการ ออกกำลังกายอย่างจริงจัง
|
|
|
ลักษณะของ HRM ที่ควรใช้สำหรับการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ควรจะมีรายละเอียดต่างๆ ได้แก่
- ตัวแสดงผล ควรแสดงรายละเอียดเป็นตัวเลขที่มีขนาดใหญ่พอ
- ตัวสายคาดอกหรือตัวส่งสัญญาณ รวมไปถึงตัวแสดงผลควรจะกันน้ำได้ระดับหนึ่ง โดย
อย่างน้อยต้องป้องกันเหงื่อได้ ในยี่ห้อแพงๆอาจจะใช้ว่ายน้ำได้เลย แต่ก็จะมีปัญหาเวลา ที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ภายใน โดยเฉพาะส่วนของตัวส่งสัญญาณ ซึ่งในบางยี่ห้อจะผนึก ปิดตายมาเลย
- ควรจะแสดงZone timeหรือระยะเวลาที่มีอัตราชีพจรตามระดับที่ต้องการ
- สำหรับผู้ที่เล่นกีฬาที่หนักหน่วงและจริงจัง ก็ควรจะมีสัญญาณเตือนเวลาอัตราชีพจรเข้าสู่
หรือออกจากช่วงที่ต้องการ
- ตัวส่งสัญญาณควรจะเข้าระหัส หรือมีระยะการส่งที่ไม่ไกลหรือใกล้เกินไป ทั้งนี้เพื่อจะได้
ลดการรบกวนกันเอง โดยเฉพาะในเครื่องที่ใช้ระบบเดียวกัน
อย่างไรก็ตามHRMที่ใช้ระบบคลื่นวิทยุ ก็มีโอกาสถูกรบกวนจาก โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องส่งวิทยุ ไมโครเวฟ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ตัวส่งสัญญาณเองอาจจะส่งสัญญาณไปรบกวนการ ทำงานของPacemaker จึงเป็นข้อห้ามในการใช้HRMที่อาศัยการทำงานในระบบคลื่นวิทยุใน ผู้ป่วยที่ต้องใช้อุปกรณ์PaceMaker
( Pacemaker เป็นอุปกรณ์พิเศษทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องของอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยจะผ่าตัด และฝังเอา ไว้ในร่างกายของผู้ป่วย Pacemakerจะทำงานโดยการปล่อยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจ ให้เต้นตามจังหวะที่มันถูกโปรแกรมมา ซึ่ง การโปรแกรมPacemakerนี้จะต้องใช้อุปการณ์ที่ส่งคำสั่งในรูปของคลื่นวิทยุเช่นกัน จึงเป็นข้อห้ามสำหรับผู้ป่วยที่ได้ติดตั้งPacemaker ใช้ อุปกรณ์เครื่องส่งคลื่นวิทยุต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเอง )
|
การใช้HRMให้เกิดประโยชน์นั้น ผู้ใช้ควรจะมีความรู้และความเข้าใจพื้นฐานทางกีฬาเวช ศาสตร์อยู่บ้าง เพราะจะช่วยทำให้เราเข้าใจในความหมายของเลข 3 หลัก ที่แสดงออกมา ค่อยๆ อ่านเนื้อหาที่ผมจะนำเสนอต่อไปก่อนนะครับ อย่าเพิ่งใจร้อน
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหัวใจ
ทุกคนคงจะทราบกันดีแล้วว่า หัวใจทำหน้าที่เป็นปั้มพ์ในการที่จะสูบฉีดเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย หัวใจประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจมาเรียงตัวและประกอบเข้าด้วยกันกลายเป็นผนัง ห้องหัวใจ ขบวนการทำงานของหัวใจจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันกับจังหวะการหดตัว คลายตัวของ กล้ามเนื้อหัวใจ หรืออัตราชีพจร และแรงในการหดตัวเพื่อส่งเลือดออกมา
ในขณะที่มีการออกกำลังกายนั้นหัวใจจะต้องทำงานมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มเลือดที่ไปเลี้ยง กล้ามเนื้อสำหรับส่งอาหารและรับของเสียออกมา เพิ่มเลือดไปยังปอดสำหรับรับออกซิเจนและขับ คาร์บอนไดออกไซด์ รวมไปถึงการกำจัดของเสียต่างๆ ในอัตราที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการทำงาน ของกล้ามเนื้อ การทำงานของหัวใจจึงจะต้องสอดคล้องกันกับระดับความหนักหน่วงของการออก กำลังกาย ดังนั้นการวัดอัตราการเต้นของหัวใจจึงเป็นสิ่งที่วัดระดับการทำงานของหัวใจและระดับ ความหนักหน่วงของการออกกำลังกายได้สะดวกที่สุด
การทำงานของหัวใจนั้นจะวัดจากปริมาณเลือดที่หัวใจบีบตัวไล่ออกมาภายในเวลา 1 นาที หรือ Cardiac Output ( CO )
ซึ่งในคนปกติจะมีค่าเฉลี่ยในระยะพักประมาณ 5 ลิตร/นาที
CO = Stroke volume x HR
Stroke volume คือปริมาณเลือดที่หัวใจบีบตัวไล่ออกมา ในการบีบตัว 1 ครั้ง ซึ่งในคน ปกติแล้วจะมีค่าเฉลี่ยในระยะพักประมาณ 70ซีซี และสามารถเพิ่มปริมาณขึ้นได้แล้วแต่ สถานการณ์
HR ,Heart rate คือ อัตราหรือจำนวนครั้งการเต้นของหัวใจในเวลา 1 นาที ในคนปกติ ทั่วไปมีค่าเฉลี่ยในระยะพักประมาณ72ครั้งต่อนาที และสามารถเพิ่มอัตราการเต้นไปจน ถึงค่า maximum heart rate
ในคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั้น จะพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจมีการหนาตัวขึ้น(myocardial hypertrophy)และแข็งแรงขึ้น ส่งผลทำให้ปริมาณเลือดที่บีบตัวออกไปในแต่ละครั้งเพิ่มขึ้น แต่ cardiac output ในระยะพักจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จึงส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจในระยะ พัก(resting heart rate)ช้าลง ซึ่งถ้าหาเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ก็จะพบว่าคนที่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีอัตราการเต้นของหัวใจในระยะพักช้ากว่าด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว นั่นเอง
อัตราการเต้นของหัวใจในระยะพักจะเป็นตัวชี้วัดบอกกำลังสำรองของหัวใจ(cardiac reserve)ที่ สำคัญตัวหนึ่ง ทั้งนี้เพราะว่าอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ(maximum heart rate)นั้นจะมีค่าคง ที่ ไม่สามารถทำให้เพิ่มขึ้นด้วยการออกกำลังกายหรือวิธีใดก็ตาม แต่จะลดลงทุกๆปีตามอายุที่เพิ่ม ขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจในระยะพักที่ช้าลง จะทำให้ผลต่างระหว่างอัตราการเต้นสูงสุดกับอัตรา การเต้นในระยะพักมีค่ามากขึ้น ย่อมแสดงถึงว่ามีกำลังสำรองของหัวใจมากขึ้น
เราสามารถหาค่าอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจได้จากการคำนวณอย่างคร่าวๆ คือ
Maximum heart rate ( MHR ) = 220 - อายุเป็นปี ( ในผู้ชาย ) หรือ
= 226 - อายุเป็นปี ( ในผู้หญิง )
- เช่น ผู้ชายอายุ 39 ปี ควรจะมี MHR
- = 220 - 39
- = 181 ครั้งต่อนาที ( beats per minute ,bpm )
แต่ในความเป็นจริง ค่าMHRอาจจะช้าหรือเร็วกว่าค่าที่ได้จากการคำนวณนี้ก็ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ การจะหาค่าMHRจำเป็นจะต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ร่วมกับการคำนวณ โดยMHR จะเป็น อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ภายใต้ภาวะที่ร่างกายสามารถทำงานได้สูงที่สุด ( maximum work load ) โดยใช้ออกซิเจนในปริมาณที่สูงที่สุด (maximum oxygen uptake) , ในคนที่อายุเกิน 45 ปี การหาค่าMHR โดยวิธีการทำmaximum work load จำเป็นที่จะต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางโรคหัวใจคอยStandBy อยู่ด้วย
ถ้าเรามีHeart rate monitor เราก็สามารถหาค่าMHRได้ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ที่สำคัญต้องฟิตร่างกาย มาอย่างดีแล้ว และพักผ่อนมาอย่างเพียงพอ ซึ่งเราสามารถกระทำได้ ดังนี้
- ยืดเส้นยืดสาย คลายกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เสียก่อน
- เริ่มต้นวอร์มประมาณ15-20นาที ด้วยการปั่นจักรยานด้วยความเร็วที่ต่ำกว่าความเร็วสูงสุด
ที่เราเคยทำไว้สัก 6-7กม/ชม.
- เมื่อวอร์มครบแล้ว ให้เพิ่มความเร็วทีละ 1 กม/ชม. ในทุกๆ 30 วินาที จนคุณรู้สึกว่ามันเริ่ม
จะล้าแล้ว ก็ให้ออกแรงอย่างเต็มที่ ปั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่คุณจะทนอยู่ได้ และณ วินาทีนี้คุณ จะรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ หายใจเร็วสั้น กระชั้นถี่ อัตราการเต้นหัวใจในขณะนั้นก็จะเป็น ค่าสูงสุดของคุณ
คุณอาจจะใช้วิธีการปั่นขึ้นเขาแทนการปั่นทางเรียบก็ได้เช่นกัน หลังจากวอร์มมาแล้ว ให้ปั่นขึ้นเขาโดยการเพิ่มแรงปั่นขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยเกียร์หนัก เมื่อเริ่ม รู้สึกล้า ก็ออกแรงอย่างเต็มที่เลยเช่นกัน แรงที่สุดเท่าที่คุณจะทนได้ ก็จะสามารถหาค่าMHRได้เช่นกัน
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ
การทำงานของกล้ามเนื้อจำเป็นต้องอาศัยพลังงานจำนวนมาก แหล่งพลังงานที่สำคัญในการทำงาน ของกล้ามเนื้อ ก็คือ ATP (Adenosine TriPhosphate)ซึ่งเป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่มีพลังงาน แฝงสะสมอยู่ เมื่อมีการสลายATP ก็จะได้ ADP (Adenosine DiPhosphate) + low energy phosphate ion และพลังงานสำหรับใช้ในการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อ นอกเหนือจากATPแล้ว กล้ามเนื้อเองยังใช้ CreatinePhosphate(PC หรือ Phosphocreatine)เป็นแหล่งสะสมพลังงาน โดยPCจะถูกสลายออกเป็น creatine + high energy phosphate ion จากนั้นhigh energy phosphate ionนี้จะไปรวมกับADP เพื่อสร้างเป็น ATP (ATP regeneration) สำหรับการใช้ งานต่อไป ส่วนlow energy phoshate ion จะไปรับพลังงานจากขบวนการ Phosphorylation ในระหว่างการสลายglucose กลายเป็นhigh energy phosphate ion เพื่อรวมกับ ADP เป็น ATP ได้อีกเช่นกัน ( การสร้างATP จากการสลายPCจะทำได้ในเวลารวดเร็วกว่าphosphorylation )
เราสามารถแบ่งระบบพลังงานของกล้ามเนื้อออกได้เป็น 3 ระบบใหญ่ๆ ได้แก่
- Anaerobic ATP-PC system
เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มต้นทำงาน กล้ามเนื้อจะใช้แหล่งพลังงาน จาก ATP และ PC ที่เก็บสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ พลังงานจากแหล่งนี้จะถูกนำมาใช้ได้เพียง 5 - 10 วินาที หรือ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวได้ ประมาณ 50 -100 ครั้งเท่านั้น ระบบนี้จะใช้ ในการเริ่มต้นของการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบทันทีทันใด เช่น การวิ่ง 100 เมตร , การออก ตัวด้วยความเร็วของการปั่นจักรยาน , การSprint ( ระบบนี้จะไม่มีการใช้ Oxygen )
Anaerobic Lactic acid systemเมื่อผ่าน 10 วินาทีแรกไป กล้ามเนื้อจะเริ่มทำการสลาย glycogen ที่สะสมอยู่ ให้กลายเป็น glucose และ จะทำการสลายglucose ให้กลายเป็น ATP โดยไม่มีการใช้oxygenมาเกี่ยวข้องด้วย โดยระบบนี้จะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลัก ภายในเวลา 30 วินาที ผลของการสลายglucoseโดยไม่ใช้oxygenนี้ นอกจากจะให้ATP จำนวนไม่มากแล้ว(เมื่อเทียบกับการใช้oxygen) ยังทำให้เกิดกรดlacticจำนวนมากสะสม ไว้ในกล้ามเนื้อแทน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อเกิดสภาวะกรดขึ้นและจะทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการ ล้าตัว จึงจำเป็นต้องกำจัดออกไปอย่างรวดเร็วด้วยการเพิ่มปริมาณเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อให้ มากขึ้น โดยการเพิ่มการทำงานของหัวใจพร้อมกับเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ , การที่กล้าม เนื้อจะล้าตัวเร็วหรือช้าเพียงใด จะขึ้นอยู่กับอัตราเร็วในการสร้างและการกำจัดกรดlactic ระบบพลังงานนี้จะดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 2 - 2.5 นาที จึงจะเริ่มเข้าสู่ระบบที่ 3
Aerobic system เมื่อย่างเข้าสู่ระบบนี้ กล้ามเนื้อจะเริ่มขบวนการสร้างATPจากglucose โดยอาศัย oxygen (oxydative phosphorylation) ผลลัพธ์จะได้ ATP ออกมาจำนวน มาก แต่กระบวนการเป็นไปอย่างช้าๆ
- ภายในเวลา 4นาทีหลังจากกล้ามเนื้อเริ่มทำงาน ระบบพลังงานระบบนี้จะผลิตATP
ได้เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของATPที่กล้ามเนื้อใช้ทั้งหมด
- เมื่อเวลาผ่านไป 10นาที จะให้ ATPแก่กล้ามเนื้อเป็นจำนวนถึง 90%ของATPที่
กล้ามเนื้อใช้
- ถ้าการทำงานของกล้ามเนื้อยังดำเนินต่อไปเกินกว่า 1 ชม. พลังงานที่กล้ามเนื้อใช้
แทบทั้งหมดจะมาจากระบบนี้ โดยจะทำการสลายglycogen และไขมันที่สะสมมา สร้างเป็นglucose อีกที และระบบนี้จะดำเนินต่อไปได้อีกหลายชั่วโมง ตราบเท่าที่ ยังมีการสร้างและสะสมglycogenมาชดเชยส่วนที่ถูกใช้ไป
ของเสียที่ได้จากการทำงานของระบบนี้ คือ คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ซึ่งร่างกายสามารถ ทำการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากกล้ามเนื้อ ได้อย่างรวดเร็วกว่าการกำจัดกรดlactic รวมไปถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของหัวใจที่น้อยกว่าด้วย
ถ้าเรามาดูที่อัตราการเต้นของหัวใจ หัวใจจะเริ่มเต้นเร็วขึ้นทันทีเมื่อเริ่มมีการทำงานของกล้ามเนื้อ อัตราที่เพิ่มขึ้นนี้จะมากหรือน้อยขึ้นกับ- ความรุนแรงของการออกกำลัง
- ความสามารถในการกำจัดกรดlactic และคาร์บอนไดออกไซด์ของกล้ามเนื้อ
- ความสามารถในการนำออกซิเจน และเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อของระบบหัวใจและไหลเวียน
ซึ่งทั้งหมดนี้ จะขึ้นกับการฝึกฝนของนักกีฬาเป็นสำคัญ แต่อัตราการเต้นของหัวใจจะเริ่มคงที่เมื่อ กล้ามเนื้อใช้ระบบพลังงานจาก aerobic system เป็นหลัก
ที่กล่าวว่า อัตราการเต้นของหัวใจจะเริ่มคงที่ เมื่อกล้ามเนื้อใช้ระบบพลังงานจาก aerobic system เป็นหลักนั้น ก็คงจะมีคำถามว่าอัตราการเต้นของหัวใจควรจะมีค่าอยู่ในช่วงใด ผลจากการศึกษาพอ จะสรุปได้ว่า อัตราการเต้นของหัวใจในช่วงดังกล่าวจะมีค่าอยู่ประมาณ 60 - 85 % ของ MHR (บาง งานวิจัยกล่าวไว้ว่าอยู่ที่ 65 - 85 % ของ MHR) และเมื่อเพิ่มความหนักหน่วงของการออกกำลังกาย หรือการทำงานของกล้ามเนื้อขึ้นอีก แหล่งพลังงานจากระบบaerobicจะเริ่มไม่พอเพียง ( ผลิตใช้ไม่ ทัน ) กล้ามเนื้อจะเริ่มอาศัยแหล่งพลังงานจากระบบanaerobic systemเข้ามาสนับสนุน อัตราการ เต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณของกรดlactic ที่เกิดขึ้นมา ซึ่งถ้าเราใช้MHR เป็นเกณฑ์ เปรียบเทียบ เราก็พอจะแบ่งอัตราการเต้นของหัวใจออกเป็นช่วงๆ ( heart rate zones ) ดังนี้
- ช่วงของAerobic system ในช่วงนี้อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับ
ปริมาณwok load ที่เพิ่มขึ้นหรือเป็นแนวเชิงเส้น( linear function curve )นั่นเอง อัตรา การเต้นของหัวใจในช่วงนี้จะมีค่าอยู่ในช่วง 60 - 85 % ของ MHR ซึ่งในบางงานวิจัยยังจะ แบ่งย่อยออกเป็น 2 ช่วงคือ อัตราการเต้นของหัวใจจะมีค่าอยู่ระหว่าง60(65) - 75 % ของ MHR ซึ่งเป็นช่วงที่สบายๆ หายใจได้อย่างช้าๆสามารถพูดคุยได้ ถ้าเป็นการปั่น จักรยานก็เป็นการปั่นในความเร็วเฉลี่ยต่ำๆ หรือเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ
Aerobic systemช่วงที่สอง อัตราการเต้นของหัวใจจะมีค่าอยู่ระหว่าง75 - 85 %ของ MHR อาจจะรู้สึกหนักขึ้นมา แต่ยังพอสามารถพูดคุยกันเป็นประโยคไม่ยาวนักได้
เมื่อมีการเพิ่มความหนักหน่วงของการออกกำลังกายขึ้นไปอีก จนเริ่มมีการใช้พลังงานจาก anaerobic system เราอาจจะมีการแบ่งย่อยออกเป็น 2 ช่วงได้แก่
- ช่วงย่างเข้าสู่ระบบanaerobic system หรือanaerobic threshold
จะเริ่มมีการ สะสมของกรด lactic จะส่งผลทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณ เลือดมายังกล้ามเนื้อเพื่อเร่งการกำจัดกรดlacticและของเสียอื่นๆออกไป เมื่อเริ่มเข้า สู่ช่วงนี้อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นโดยไม่เป็นเชิงเส้น(non-linear function curve)โดยจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าwork loadที่เพิ่มขึ้นมา อัตราการเต้นของ หัวใจจะอยู่ระหว่าง 85 - 92 % ของ MHR ในระยะนี้จะเริ่มรู้สึกเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ หายใจแรง ไม่ค่อยอยากจะพูดอะไรกับใคร
ช่วงแตะขีดแดง หรือเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ระยะmaximum oxygen uptake จะเป็น ช่วงที่การทำงานของหัวใจจะเริ่มเข้าสู่พิกัดสูงสุด รวมไปถึงปริมาณของoxygenที่ถูก นำไปใช้จะเริ่มเข้าสู่ระดับสูงสุดเช่นกัน อัตราการเต้นของหัวใจจะมีค่า ตั้งแต่ 92 % ของMHR ขึ้นไปจนถึงMHR คุณจะพบกับความเหนื่อยชนิดที่แทบจะไม่เคยพบมา ก่อนทีเดียวแหละ ยิ่งถ้าเพิ่มระดับความหนักของการออกกำลังกายไปจนสุดรอบหัวใจ หรือถึง 100% MHR เลยหละก้อ คงจะรู้ว่าเหนื่อยนรกเป็นยังไง
ประเภทของการออกกำลัง
เราสามารถแบ่งประเภทของการออกกำลังกายออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆได้แก่
- Aerobic exercise
ชื่อมันก็บอกนิยามอยู่แล้วว่ามันคือการออกกำลังกายที่กล้ามเนื้ออาศัย แหล่งพลังงานจากระบบ aerobic system โดยมีขั้นตอนเป็นรายละเอียดดังนี้
- วอร์มอัพ (warm up)ร่างกายจนได้ที่
- จะต้องออกกำลังกายที่ระดับความหนักหน่วงที่ทำให้หัวใจเต้นอยู่ ระหว่าง 60 - 85%
ของMHR โดยทั่วไปในคนสูงอายุ แนะนำให้อยู่ในช่วงประมาณ 60 %ของMHR ก็พอแล้ว
- ออกกำลังกายเป็นเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 20 นาที เน้นว่าต่อเนื่องโดยเริ่มนับหลังจาก
warm upสิ้นสุดลง
- ออกกำลังกายในลักษณะข้างต้นนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
ผลประโยชน์ตอบแทนมากมายได้แก่
- ส่งเสริมสมรรถภาพของระบบหัวใจและไหลเวียน จะพบว่าหลังจากได้ออกกำลังกายไป
สักพักหนึ่ง จะเริ่มรู้สึกเหนื่อยช้าลงกว่าเดิม รวมไปถึงอัตราชีพจรในระยะพักลดลงจาก เดิม เป็นการเพิ่มกำลังสำรองของหัวใจ
- ระบบหายใจ หายใจได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น สามารถหายใจได้ลึกขึ้น ไม่ต้องหายใจ
หอบและถี่เหมือนเก่า
- ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบประสาทอัตโนมัติ ทำงานได้อย่างสมดุลย์ ทำให้ผู้ป่วยโรค
เบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น - ทำให้ร่างกายเกิดความทนทานต่อความเครียดทั้งทางกาย และทางใจ
- มีผลต่อเนื่องไปถึงสุขภาพ ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินช่วยควบคุมน้ำหนักตัว และ
จากการศึกษายังพบอีกว่าผู้ที่ออกกำลังกายแบบaerobicเป็นประจำ จะลดอุบัติการณ์ ของโรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในโลหิตสูง ไข้ หวัด โรคติดเชื้อ ภูมิแพ้ โรคมะเร็ง โรคซึมเศร้า โรคเครียด โรคจิต โรคประสาท ฯลฯ
Anaerobic Exercise ชื่อมันก็บอกนิยามอยู่แล้วว่าคือ การออกกำลังกายที่กล้ามเนื้ออาศัยแหล่งพลังงานจากระบบanaerobic system แต่อัตราการเต้นของหัวใจอาจจะสูงหรือไม่สูง กว่า85 %ของMHRก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับ ความหนักหน่วงและการต่อเนื่องของความหนักหน่วง นั้นๆ ชนิดของการออกกำลังกายแบบนี้ที่ฮิตกันก็ได้แก่ weight training ส่วนสำหรับพวก เรา ก็คือการปั่นหรือการฝึกที่ระดับอัตราชีพจรมากกว่า 85%ของMHR เช่น การsprint การ ยืนโยกขึ้นเขา หรือการเร่งความเร็วเพื่อที่จะไล่แซง เป็นต้น
- สิ่งที่ได้จากการออกกำลังกายประเภทนี้ คือ ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ รวมไปถึงสามารถ เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดของกล้ามเนื้อ แรงการหดตัว ความสามารถในการกำจัดและขับไล่ของ เสีย ทำให้กล้ามเนื้อมีความทนทานมากขึ้น (เคยมั๊ยยังไม่เหนื่อยเลย แต่ขามันไม่มีแรงแล้ว) - แต่มันก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะการหักโหมให้เข้าไปอยู่ในพิกัดขีดแดงหรือมากกว่า 92% ของMHR เป็นระยะเวลานานๆ อาจจะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า OverTrain ได้ จึงมี ข้อแนะนำดังต่อไปนี้
- ถ้าคุณจะหักหาญเข้าไปเล่นในช่วงขีดแดง ก็จงอย่าให้เกินกว่า10%ของระยะทางรวม
ที่คุณเคยปั่นได้ใน 1 สัปดาห์ต่อการปั่นในครั้งนั้น และในเวลา 1 สัปดาห์อย่าสะสม ให้เกินกว่า 25% ของระยะทางทั้งหมด
- ถ้าคุณก้าวล้ำเข้าไปเล่นในช่วงขีดแดงแล้ว กรุณาพักให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างน้อย48ชม.
ก่อนที่จะกลับเข้าไปผาดโผนโลดแล่นในช่วงขีดแดงอีก โดยการพักจริงๆ หรือ อาจจะ ออกกำลังกายเบาๆ ที่ความหนักหน่วงประมาณ หรือ น้อยกว่า 65 % MHR
- พยายามจับชีพจรตัวเองในระยะพักเช่น ช่วงตื่นเช้า หลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว ถ้าหาก
ว่าหลังจากที่ออกกำลังกายมาอย่างหนักแล้วเช้าวันนั้นมีอัตราชีพจรเร็วกว่าที่เคยวัดได้ 10-15 ครั้งต่อนาที นั่นเป็นสัญญาณบอกเหตุให้รู้ว่า ร่างกายคุณยังไม่ฟื้นดีให้พึงเว้น การออกกำลังกายในระดับขีดแดงในวันนั้น
อาการรวมๆของภาวะ overtrain ได้แก่ รู้สึกเหนื่อย ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ กระหายน้ำทั้งวัน นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ภูมิคุ้มกันลดลง เป็นหวัดได้ง่าย โรคภูมิแพ้กำเริบ และสำหรับ คนที่ฝึกด้วย heart rate monitor เป็นประจำ จะบอกได้อาการได้เลย คือจะรู้สึกว่าเหนื่อย ขึ้น ทั้งๆที่อัตราการเต้นของหัวใจไม่เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่าระดับความหนักหน่วงของ การออกกำลังกาย ( ประสิทธิภาพหรือสมรรถนะของระบบหัวใจและไหลเวียนลดลง ) ถ้ารู้ตัว ว่ามีอาการเช่นนี้ ก็ลงจากอานจักรยาน แล้วไปอาบน้ำพักผ่อนดีกว่าครับ
คราวนี้คงจะเข้าใจความหมายของเลข 3 หลักบนHeartRateMonitorแล้ว ว่ามันบอกอะไรให้เรารู้ บ้าง ส่วนจะซื้อมาใช้หรือไม่นั้นคงต้องแล้วแต่คุณเอง เพราะราคาก็ไม่ใช่น้อยๆ และถ้าคุณสามารถ เอามือจับอัตราชีพจรตัวเองได้ครบ 10 วินาทีเป๊ะๆ ในขณะที่กำลังปั่นจักรยานแล้วสามารถคูณด้วย 6ได้ในทันทีทันใดหละก้อ เจ้าเครื่องมือที่ว่านี่ก็ไม่มีความจำเป็นสำหรับคุณเลย ว่าแต่ใครจะทำได้ หละเนี่ย.........
|
|
|