ไม่มีใครคาดคิดหรอกครับว่าจู่ๆจักรยานที่ตัวเองถีบมาจะล้มลงเอาดื้อๆ แต่ไม่ว่าจะล้ม
จากสาเหตุใดก็ตามการบาดเจ็บเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยก็คงมีแผลถลอก หรือหนัก
หน่อยก็แผลฉีกขาดหรือกระดูกหักแต่สิ่งที่ไม่ค่อยจะคิดถึงกันนักก็คือ
มีความเป็นไปได้สูงที่
ศีรษะจะกระแทกกับพื้นแข็ง
   ดังนั้นจึงควรที่จะหาวิธีในการป้องกันหรือลดอันตรายที่อาจจะ
เกิดขึ้นกับศีรษะของเรา   เพราะแค่แผลถลอกหรือกระดูกหักก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้
แต่!
ความกระทบกระเทือนต่อสมองอาจมีผลเสียที่คาดไม่ถึง  และไม่สามารถรักษาให้หายได้
อย่างสมบูรณ์
   จากการศึกษาทางการแพทย์สรุปว่า 88%ของนักขี่จักรยานที่ได้รับบาดเจ็บต่อ
สมองสามารถป้องกันได้ด้วยการสวมหมวกกันกระแทก
นอกจากนี้หมวกยังช่วยให้ผู้ขับขี่ยาน
พาหนะอื่นสามารถมองเห็นได้ง่าย ทำให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนอื่น  แล้วในบางประเทศ เช่น
ออสเตรเลีย , นิวซีแลนด์ , บางท้องที่ในบางรัฐของอเมริกา ยังมีกฎหมายบังคับให้ปฏิบัติ 
ส่วน
บ้านเราอย่าไปคาดหวังอะไรมากเลย เพราะขนาดมอเตอร์ไซด์แท้ๆก็ยังควบคุมไม่ค่อยจะได้
เลย , ทำใจซะเถอะ !


   
นี่ไงหละครับหมวกใบแรกของผม
           ความเป็นจริงแล้วหมวกกันกระแทกมีราคา
ไม่แพงเลยถ้าไม่เน้นของสวยงามหรือมียี่ห้อหรูหรา
บางครั้งอาจจะถูกกว่าเสื้อหรือกางเกงจักรยานแพงๆ
ด้วยซ้ำ   โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ
หรือราคาค่ารักษาพยาบาลยิ่งถ้าคุณมีโอกาสได้เห็น
ประโยชน์จากมันจริงๆแล้ว คุณจะยอมซื้อหมวกใบ
ที่2โดยปราศจากความลังเลเลย  เชื่อผมสิครับ ผมมี
ประสพการณ์มาแล้ว


          หมวกกันกระแทกลดอันตรายลงได้อย่างไร ?
        จริงอยู่ที่ว่าความรุนแรงของอุบัติเหตุจะแปรตามความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าขี่
ช้าแล้วล้มจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น   เพราะอันตรายที่จะเกิดต่อเนื้อสมอง นอกจากแรงหรือพลังงาน
ที่มากระแทกศีรษะโดยตรงแล้ว   อีกส่วนหนึ่งยังมาจากการถูกทำให้หยุดอย่างกระทันหัน เรา
ลองมาคิดดูสิครับว่าศีรษะและสมองที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วย
ความเร็วค่าคงที่  แล้วจู่ๆก็
ถูกทำให้
หยุดการเคลื่อนที่อย่างทันทีทันควันโดยอาศัยพื้นแข็งเป็นที่เบรค    ในขณะที่ศีรษะ
ถูกเบรคให้หยุดเคลื่อนที่อย่างทันทีทันควันนั้นเนื้อสมองจะยังคงเคลื่อนที่ตามความเฉื่อยด้วย
ความเร็วก่อนที่จะชน  ซึ่งผลลัพท์คือ
สมองจะพุ่งไปชนกับผนังด้านในกับกระโหลกศีรษะด้าน
หน้า จากนั้นจะกระเด้งกระดอนกลับไปชนกับกระโหลกศีรษะด้านหลังและเด้งดึ๋งดั๋งไปมาจน
กระทั่งพลังงานที่ถูกถ่ายเทเข้ามาจะหมดไป(เนื้อสมองจะครับ! ไม่ใช่ลูกวอลเลย์จะได้เอามาตบ
เล่นได้อีก)
ยิ่งถ้าช่วงเวลาที่ใช้ในการหยุดความเร็วสั้นมากความรุนแรงต่อการชนก็จะมีมากขึ้น
แต่จะลดลงถ้าค่อยๆลดความเร็วลงมา หรือมีตัวมารับ หรือกระจายแรงกระแทกไปเสียก่อน ลอง
คิดดูสิครับว่าถ้าเราปอกเปลือกมะพร้าวถึงผิวกะลาแล้วปล่อยให้ตกลงมากระแทกพื้นแข็งที่ความ
สูงเพียง 1.5 เมตร
ซึ่งใกล้เคียงกับความสูงของศีรษะจากพื้นถนนขณะนั่งบนจักรยานเราก็อาจ
จะได้เห็นน้ำมะพร้าวกระจายเต็มพื้นแต่ถ้ามะพร้าวผลนั้นยังมีเปลือกหุ้มห่ออยู่ก็จะไม่เกิดเหตุ
การณ์ดังกล่าวขึ้นมา
ก็นั่นแหละหมวกกันกระแทกเขาถึงต้องทำออกมาใช้กัน

        โครงสร้างหลักของหมวกกันกระแทกจะทำจากวัสดุจำพวกโฟมซึ่งมีความสามารถในการ
กระจายและดูดซับแรงกระแทก จึงทำให้แรงหรือพลังงานที่จะส่งต่อไปยังศีรษะและสมองลดลง
จนต่ำกว่าระดับที่จะเกิดอันตราย   หมวกกันกระแทกที่วางขายในตลาดส่วนใหญ่จะบุภายใน
ด้วยโฟมพวก
Expanded Polystyrene ( EPS )ซึ่งเป็นโฟมสีขาวที่ใช้บุในคูลเลอร์น้ำแข็ง
หรือกล่องโฟมที่ใช้ปิคนิค(หลังจากปี 1992ได้มีการพัฒนาEPSให้มีความแข็งแรงขึ้น โดยตั้ง
ชื่อใหม่ว่า
GECET ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย) นอกจากEPSแล้วอาจจะใช้โฟม
พวก
Expanded Polypropylene( EPP ) หมวกบางยี่ห้อที่ทำจากไต้หวันก็มักจะใช้โฟม
พวก
Expanded polyurethane( EPU )โดยจะหล่อขึ้นรูปในครั้งเดียว ส่วนชั้นในสุดของ
หมวกจะบุหรือติดด้วยฟองน้ำนุ่มๆไว้ เพื่อช่วยในเรื่องการกระชับหรือความพอดี และช่วยซับ
เหงื่อ

        หมวกในปัจจุบันส่วนใหญ่จะทำมาจากโฟมEPS  แล้วหุ้มด้านนอกด้วยเปลือกพลาสติก
บางๆ  เปลือกพลาสติกนี้นอกจากความสวยงามแล้ว ยังมีผิวลื่น เมื่อหมวกกระแทกกับพื้นถนน
ผิวหมวกจะลื่นไถลไปกับพื้น ทำให้แรงที่มากระทำต่อกระดูกคอของผู้ขับขี่ลดลง  อีกทั้งเปลือก
พลาสติกเองยังมีส่วนในการช่วยกระจายแรงกระแทกให้แผ่ออกไปในแนวกว้าง   ทำให้แรงกด
ต่อพื้นที่ในบริเวณที่รับการกระแทกลดลง นอกจากนี้ยังช่วยห่อหุ้มให้โฟมคงรูปทรงอยู่ได้หลัง
จากได้รับแรงกระแทก ในหมวกที่มีราคาสูงๆจะใช้วิธีการหล่อฉีดEPS เข้าไปในเปลือก แทน
ที่จะนำเปลือกมาหุ้มทีหลัง หรือที่บางยี่ห้อเรียกว่า
" in mold " ( )

        เมื่อได้รับแรงกระแทกโฟมในส่วนนั้นๆจะมีการยุบตัวเสียรูปไป
EPS,EPUจะไม่มีการ
คืนตัว  แต่
EPPจะมีการคืนตัวได้บ้างอย่างช้าๆแต่อาจจะไม่ใช่รูปร่างเดิม   โดยทั่วไปแล้วเมื่อ
ได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงจนมีการยุบตัวของโฟมภายใน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ขับขี่มักจะไม่
สามารถมองเห็นได้  ความสามารถในการซับแรงกระแทกของหมวกสำหรับอุบัติเหตุครั้งต่อไป
ก็จะน้อยลงจนต่ำกว่าระดับที่ปลอดภัย   
จึงแนะนำว่าทางที่ดีแล้ว ถ้าหากว่าหมวกใบนั้นได้รับ
การกระแทกอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็เป็นเหตุผลเพียงพอสำหรับการจะหาหมวกใบ
ใหม่มาใช้แทน


          มาตรฐานรับรอง
        หมวกกันกระแทกที่ผลิตออกมาจำหน่ายในท้องตลาดนั้นจะต้องมีคุณภาพเพียงพอที่จะ
รักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้สวมใส่   จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดมาตรฐานสำหรับ
ทดสอบความสามารถในการรับแรงกระแทกของหมวกและความแข็งแรงของสายรัด มาตรฐาน
ที่เป็นที่ยอมรับกันได้แก่

  1. American Standard
    1.1 The Snell Memorial Foundation's Standard เริ่มต้นจาก
    • Snell B-90 ซึ่งภายหลังปรับปรุงเป็น Snell B-90A ในปี1998
    • Snell B-95 และ N-94 เพิ่มขึ้นมา ซึ่งมีมาตรฐานที่สูงกว่า B-90
    • Snell B-95A ,N-94A (ปรับปรุงเพิ่มจากB-95 และN-94 ตามลำดับ)
      และSnell B-90/95C สำหรับเด็กอายุตั้งแต่4ขวบลงมา ซึ่งออกมาล่าสุด
      ในปี 1998
      ( B = Bicycle , N = Non-Motorized Sports , 90 = 1990 , 94 = 1994 , 95 = 1995 )
   หมวกที่ได้รับรองมาตรฐานจะมีSticker ที่ระบุ
มาตรฐานCPSC หรือ ASTM หรือ Snell หรือ
EN หรือTUV ติดไว้ภายใน ซึ่งสามารถสังเกตได้
ในเวลาที่เลือกซื้อ
    1.2  ASTM standard
  • เทียบเท่าได้กับ CPSC หรือ US Consumer
    Product Safety Commission Standard
    ซึ่งใช้บังคับกับหมวกทุกใบที่ขายในอเมริกานับ
    จากวันที่10 มีนาคม 1999 )
    1.3  ANZI Z90.4 standard ( ยกเลิกไปแล้ว )

( ในบรรดาUS standardด้วยกันนั้น Snell B-95จะมีมาตรฐานสูงกว่าASTM
และCPSC   แล้วยังครอบคลุมมาตรฐานทั่วโลก ในขณะที่ ASTM และ CPSC จะใช้
บังคับได้เฉพาะใน US เท่านั้น )
2.  Standard อื่นๆ เช่น
  • European standard (CE EN 1078 )
  • TUV
  • Australian standard

          ขนาดของหมวกที่พอดีสำหรับหัวของเรา
        
ขนาดของหมวกแต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันและไม่ได้มีมาตรฐานใดมารองรับ จึงเป็น
หน้าที่ของคุณที่จะต้องทดลองสวมมันดูเอง หมวกควรจะสวมได้อย่างพอดีๆและสามารถครอบ
คลุมพื้นที่บนศีรษะของเราได้มากพอ ไม่มีจุดกดทับให้รู้สึกรำคาญแต่จะให้ความรู้สึกว่าศีรษะ
ได้สัมผัสไปทั่วทั้งหมวก เพราะในบางครั้งหมวกที่คับไปเล็กน้อยอาจจะไม่รู้สึกในช่วงแรก แต่
หลังจากเวลาผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงอาจจะรู้สึกเหมือนกับมีคีมมาบีบหัวเราอยู่

        
หมวกที่หลวมไปเล็กน้อยสามารถเสริมรองได้ด้วยแผ่นฟองน้ำที่มากับหมวก   หมวกที่มี
ขนาดพอดีหรือเสริมแผ่นรองจนได้ขนาดพอดีนั้น  เมื่อทดลองขยับบิดหมุนซ้ายไปขวา  หรือ
จากหน้าไปหลัง ผิวหนังบริเวณหน้าผากที่สัมผัสกับหมวกจะต้องขยับตามหมวกไปทุกครั้ง

        สำหรับ
คนที่มีศีรษะรูปร่างประหลาด อาจจะต้องเพิ่มแผ่นรอง หรือสายรัด  เพื่อให้หมวก
สามารถอยู่ในตำแหน่งที่สมควร

        
กะบังแดดไม่ได้ถูกทดสอบด้วยมาตรฐานรับรองใดๆ  มันมีโอกาสแตก และบาดใบหน้า
ได้ จึงเป็นเรื่องที่คุณต้องตัดสินใจเอาเอง

        สำหรับ
คนศีรษะล้าน  ควรหลีกเลี่ยงหมวกที่มีช่องระบายขนาดใหญ่ทางด้านบน เพราะ
อาจจะทำให้หนังศีรษะด้านบนถูกแดดเผาเป็นลาย  หรืออาจจะหาผ้ามาโพกศีรษะรองไว้ก่อน
หนึ่งชั้นก็ได้

        สิ่งอื่นๆที่ต้องคำนึงถึงนอกเหนือไปจากความพอดีกับศีรษะแล้ว  ยังมีเรื่องของ
การระบาย
อากาศ ความอบอ้าว การซับเหงื่อ
  หมวกส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีช่องระบายอากาศที่เพียงพอใน
การช่วยลดความอบอ้าวในหมวก และยังสามารถเพิ่มแผ่นซับเหงื่อได้อีก

        การสวมหมวกที่ถูกวิธี
        หมวกสามารถลดอันตรายได้ก็ต่อเมื่อผู้ขับขี่สวมใส่อย่างถูกวิธี    
สายรัดจะต้องแน่นหนา
เพียงพอที่หมวกจะ
ไม่ถูกบิดหรือถูกดึงให้หลุดออกจากศีรษะหรือเปลี่ยนตำแหน่งไปจากที่ควร
อยู่ได้โดยง่าย
เพราะเมื่อจักรยานล้มลงนั้น มีความเป็นไปได้ที่ศีรษะจะกระแทกพื้นแข็งติดต่อ
กันได้มากกว่า 1 ครั้ง
จึงเป็นหน้าที่ที่ผู้ขับขี่จะต้องปรับความตึงของสายรัดให้เหมาะสมทุกครั้ง

        จากภาพด้านขวามือ
        รูปบนจะแสดงให้เห็นว่า การสวมใส่หมวกที่ถูกวิธีนั้น
หมวก
จะต้องได้ระดับแนวราบ
ส่วนหน้าของหมวกจะต้องครอบคลุมหน้า
ผากได้ทั้งหมดจนมาถึงขอบคิ้ว   และส่วนที่เหลือยังจะต้องสามารถ
ครอบคลุมพื้นที่บนศีรษะให้มากที่สุด  
สายรัดหน้าและหลังต้องตึง
เป็นรูปตัว"Y" ไม่หย่อนหรือบิด จุดที่สายมารวมกันจะต้องอยู่หน้า
และล่างต่อใบหูเล็กน้อย
 เมื่อล๊อคสายรัดซ้ายและขวาเข้าด้วยกัน ที่
่รัดบริเวณใต้คางจะต้องตึงพอที่จะรั้งหมวกไม่ให้ถูกดึงกลับไปด้าน
หลังได้และตึงพอที่ผู้ขับขี่จะทนได้ สายรัดใต้คางที่ไม่แน่นพอนั้น
จะไม่อาจคุ้มครองความปลอดภัยได้
        ในขณะที่รูปล่างนั้นเป็นการสวมหมวกที่ไม่ถูกวิธี   
หมวกจะ
เอียงไปทางด้านหลังและเปิดหน้าผาก สายรัดด้านหลังหย่อน
 เมื่อ
มีการล้มกระแทกกับพื้นทางด้านหน้า
มีความเป็นไปได้สูงที่หมวก
จะเคลื่อนตัวไปทางด้านหลัง    ทำให้ส่วนหน้าผากกระแทกกับพื้น
แข็งได้ง่ายๆ


          ข้อควรทำในการยืดอายุการใช้งานของหมวกกันกระแทก
        1. พยายามอย่าให้หมวกถูกกระแทกจากของแข็ง หรือ หล่นกระแทกพื้นแข็ง โดยเก็บไว้
ในที่ปลอดภัยเช่นวางไว้ในตู้ หรือ ชั้นวางของ หลีก เลี่ยงการแขวนหมวกไว้กับแฮนด์จักรยาน
หรือที่ที่มีความเสี่ยงที่หมวกจะหล่นลงมากระแทกพื้น ถ้านึกไม่ออกจริงๆว่าจะวางไว้ไหนหละ
ก้อ อิ อิ อิ ใส่ไว้บนหัวนั่นแหละ
        2. อย่าทิ้งหมวกไว้ในที่ที่อุณหภูมิสูงๆ  เช่น ทิ้งไว้กลางแดด ทิ้งไว้ในรถที่จอดตากแดด
เก็บไว้ใกล้ไฟ เตาอบ
        3. อย่าใช้สารทำละลายเช่น ทินเนอร์ เบนซิน หรือ น้ำยาขัดเคลือบสีรถยนต์ มาเช็ดขัด
ถูหมวก เพราะโฟมภายในจะละลาย ถ้าหมวกสกปรกให้ทำความสะอาดด้วยน้ำกับสบู่ หรือน้ำ
ยาล้างจาน

        อายุการใช้งานของหมวกกันกระแทก
        ควรเปลี่ยนหมวกใบใหม่เมื่อหมวกได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากการล้ม
หัวฟาดพื้น
 ทั้งนี้เพราะโฟมจะมีการยุบตัวเมื่อได้รับแรงกระแทก ซึ่งบ่อยครั้งไม่สามารถสังเกต
เห็นได้ เพราะว่าเปลือกพลาสติกปิดบังอยู่ ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดรอยแตกให้เห็นได้ ซึ่ง
จะส่งผล
ให้โฟมเสียความสามารถในการซับแรงในที่สุด
 เปลี่ยนเสียดีกว่าครับ เราไม่อาจจะคาดเดาผล
ที่จะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุครั้งหน้าได้

        โดยทั่วไปทางบริษัทผู้ผลิตมักจะแนะนำให้เปลี่ยนหมวกใบใหม่ทุกๆ5ปี แต่ก็มีผู้สันทัด
กรณีให้ความเห็นว่าความจริงแล้วมันขึ้นกับ ลักษณะการใช้งาน การเก็บรักษา การดูแล   ทั้งนี้
แล้วแต่ดุลยพินิจของคุณก็แล้วกัน


          หมวกกันกระแทกสำหรับเด็ก
        การศึกษาทางการแพทย์   พบว่าอาการบาดเจ็บของสมองจาก
การกระทบกระเทือนในเด็กจะส่งผลเสียไปถึงความสามารถในการ
เรียนรู้ การทรงตัว  อาการปวดหัวเรื้อรัง  ความผิดปกติด้านอารมณ์
ความผิดปกติด้านบุคคลิกภาพ ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถลดลง หรือ
ป้องกันได้ด้วยการสวมหมวกกันกระแทก   จึงเป็นหน้าที่สำคัญของ
พ่อแม่ที่จะต้องปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติที่ดีในการสวมหมวกกัน
กระแทกแก่เด็กๆ

        เด็กจะยอมสวมหมวกได้ก็ต่อเมื่อ พ่อแม่สวมให้เห็นทุกๆครั้ง
ที่ปั่นจักรยาน  ร่วมกันกับพ่อแม่ หรือครูที่โรงเรียนสอน หรือแสดง
ให้เห็นว่าหมวกกันกระแทกมีประโยชน์อย่างไรบ้าง     ในทางตรง
กันข้ามเด็กอาจจะไม่ยอมใส่มัน ถ้าคนอื่นๆไม่ใช้มัน หรือมีคนล้อ
เลียนว่าเหมือนตัวตลกหรือหมวกที่ใส่แล้วไม่พอดี  โดยเฉพาะกรณีที่พ่อแม่พยายามบังคับให้
ใส่มากกว่าจะแนะนำว่าทำไมจึงควรใส่    สิ่งที่ควรพึงระลึกไว้บ้างก็คือ หมวกที่มีสีสันลวดลาย
หรือแฟชั่นจะเรียกร้องความสนใจของเด็กได้มากกว่าความรู้สึกเกี่ยวกับความปลอดภัย หมวก
สำหรับเด็กส่วนใหญ่จึงพยายามออกแบบมาให้ดูสวยงาม และมีสีสันที่เร้าใจ

        ขนาดที่พอดีร่วมกับมีมาตรฐานรับรองเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ   ปกติแล้วเมื่อเด็กเติบโตขึ้น
ขนาดของศีรษะจะเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเทียบกับร่างกายส่วนอื่นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะ
ต้องซื้อหมวกให้มีขนาดใหญ่เกินเผื่อเอาไว้เหมือนกับเสื้อผ้า    เพราะเราสามารถเปลี่ยนแผ่น
รองภายในให้หนาขึ้นหรือบางลงสำหรับความพอดี (ศีรษะเด็กจะเพิ่มขนาดอย่างช้าๆจนอายุ
ได้ 9 ปีจึงมีขนาดเท่ากับผู้ใหญ่)

        และเช่นเดียวกันกับหมวกของผู้ใหญ่ หมวกจะป้องกันอันตรายได้ก็ต่อเมื่อหมวกอยู่ใน
ตำแหน่งที่ถูกต้อง  สายรัดจะต้องรัดได้พอดี แต่ไม่แน่นเกินไปจนเด็กรู้สึกรำคาญและอึดอัด
โดยทั่วไปจะยอมให้หมวกขยับได้เล็กน้อยประมาณ1-2นิ้ว แต่ต้องยังมั่นใจได้ว่าหมวกจะยัง
คงอยู่ในตำแหน่งที่สามารถป้องกันอันตรายได้ในเวลาที่เกิดการล้ม

        
* คำเตือน * ห้ามเด็กใส่หมวกกันกระแทกในการเล่นเครื่องเล่นเด็กในสนามเด็กเล่น
หรือ การป่ายปีนต้นไม้   เพราะหมวกอาจจะเข้าไปติดหรือเกี่ยวกับเครื่องเล่นดังกล่าว
จนเกิดอันตรายได้


        
    ข้อสรุปสั้นๆ
            
  • เลือกหมวกที่พอดีกับศีรษะเป็นประการแรก ถ้าหมวกเล็กเกินไปก็จะใส่ไม่ได้หรือใส่
    แล้วมีอาการบีบรัดศีรษะ แต่ถ้าหลวมเกินไปก็ไม่ได้ประโยชน์
            
  • เลือกหมวกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตาม CPSC ,ASTM ,Snell หรือเทียบเท่า
            
  • เลือกหมวกที่หุ้มด้วยแผ่นพลาสติกเรียบลื่น ตามเหตุผลข้างบน
            
  • อย่าเลือกหมวกที่มีช่องระบายมากจนเกินไป เพราะหมายถึงว่าเราจะเหลือพื้นที่ของ
    โฟมที่สัมผัสกับศีรษะของเราน้อยลง  ทำให้สัดส่วนของแรงต่อพื้นที่สูงขึ้น จุดสัมผัส
    ดังกล่างจะรับแรงกระแทกที่รุนแรงกว่าหมวกทั่วๆไป ( ในหมวกบางรุ่นจึงไม่ได้รับ
    การรับรองมาตรฐานแล้วคุณยังจะเลือกหรือเปล่า ) และสิ่งที่คาดไม่ถึง คือ รูเหล่านี้
    อาจจะถูกเสียบด้วยกิ่งไม้หรือเศษไม้ได้อีกต่างหาก
            
  • อย่าเลือกหมวก"Aero" มันไม่ได้ช่วยให้เร็วขึ้นเลย ถ้าคุณไม่ได้ขี่จักรยานในระดับ
    ความเร็วแบบTime Trial และส่วนหางของมันอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้เมื่อมีการ
    ล้ม และที่สำคัญคือ มันร้อนอบอ้าวมากทีเดียว ดูรูปข้างล่างแล้วจะเข้าใจ
            
  • พยายามเลือกหมวกสีสดใส สีสว่าง เพื่อที่ผู้ขับขี่ยานพาหนะอื่น หรือผู้ขี่จักรยานด้วย
    กันสามารถเห็นได้โดยง่าย อย่าเลือกหมวกสีดำหรือสีทึบเพราะสังเกตได้ยากถึงแม้จะ
    มีแถบสีเงินหรือแถบสะท้อนแสง ซึ่งอาจจะช่วยได้บ้าง แต่ก็ไม่ดีเท่ากับหมวกสีสดใส
            
  • สายรัดที่บาง หรือ เล็กเกินไปจะทำให้รู้สึกไม่สบาย
            
  • สำหรับหมวกที่มีกะบังแดด กะบังแดดอาจจะแตก และบาดใบหน้าเวลาที่ล้ม
           
  • พยายามปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับการสวมหมวกกันกระแทกแก่เด็ก และสมาชิกทุกคน
    ในชมรมจักรยาน



0001[TextCounter Fatal Error: Could Not Increment Counter]
อ่านเสร็จแล้วงั้นปิดหน้านี้นะจ๊ะ