
ระบบเกียร์เป็นสิ่งพื้นฐานที่เราควรจะดูแลเองได้บ้าง ระบบเกียร์นั้นจะเริ่มต้นกันตั้งแต่shifter สายเกียร์(shift cable) ตัวสับจานหน้า(front derailleur) หรือตีนผี(rear derailleur) และ ชุดใบจาน(chain rings)หรือเฟืองหลัง(cog set) รวมไปถึงโซ่(chain)ที่รับส่งกำลังให้
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เราควรจะต้องมี คือ จะต้องทำความรู้จักมักคุ้นกับสิ่งที่เราจะลงมือเสมอ
- Shifter
ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ จะประกอบด้วยตัวเปลี่ยนตำแหน่งจานหน้าซึ่ง จะอยู่ด้านซ้ายมือ และตัวเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลังซึ่งจะอยู่ด้านขวามือของแฮนด์เสมอ Shifter แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะรูปร่างได้แก่ยี่ห้อที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือShimano ซึ่งได้ทำการพัฒนา ปรับปรุงให้ สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและแม่นยำภายใต้ชื่อทางการค้าว่า"Rapidfire"
Rotary shift หรือที่เราชอบเรียกติดปากตามยี่ห้อว่าGrip shift ซึ่งปัจจุบันยี่ห้อที่เป็นที่นิยม กันคือ SRAM หรือ SACH ในอดีตนั่นเอง
Shifterจะทำการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์โดยอาศัยการส่งแรงดึงผ่านสายเกียร์ โดยสอดอยู่ ภายในปลอกสายเกียร์ สายเกียร์จะไปดึงสับจานหรือตีนผี ให้ไปดันโซ่ให้มีการเปลี่ยน ตำแหน่งจานหน้าหรือเฟืองหลัง ตัวshifterจะต้องทำมาให้เข้ากัน(compatible)กับตัว สับจานหรือตีนผีที่ใช้ เช่น ตีนผีสำหรับ 9สปีด ก็จะต้องใช้กับshifterสำหรับ 9สปีดด้วย เช่นกัน โดยทั่วไปแล้วSRAM กับ Shimano จะสามารถใช้แทนกันได้ ยกเว้นเฉพาะ SRAM รุ่น ESP ที่ต้องใช้กับตีนผี SRAM รุ่น ESP ด้วยกัน เพราะว่ามีระยะดึงมาก กว่าตัวอื่นๆถึง 2เท่า
บริเวณที่สายเกียรออกจากshifterนั้น จะมีตัวปรับความตึงของสายเกียร์ (ยกเว้นRapid Fire ที่ใช้เปลี่ยนเกียร์หลังของShimanoรุ่นล่างๆจะไม่มีตัวเร่งสายเกียร์ที่Shifter แต่ ให้ไปปรับที่ตีนผีแทน) ถ้าหมุนเข้าในหรือที่ฝรั่งเรียกว่าหมุนวนขวาหรือหมุนตามเข็ม นาฬิกา(ในกรณีที่ดูจากด้านนอกเข้าไป) จะทำให้สายเกียร์หย่อนลง แต่ในทางตรงกัน ข้าม ถ้าหมุนออกหรือที่ฝรั่งเรียกว่าหมุนวนซ้ายหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกาจะทำให้สาย เกียร์ตึงขึ้น ซึ่งอันนี้ขอให้เข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนไม่เช่นนั้นเวลาเจอคำว่าหมุนเข้าหรือ หมุนออกจะได้ไม่สับสน
อาจจะมีหลายคนถามว่า RapidFire vs Grip Shift อะไรดีกว่ากัน ? ถามง่ายแต่ตอบ ยาก เพราะความจริงแล้วไม่มีอะไรที่ดีไปกว่ากัน แล้วแต่คนชอบ แล้วแต่คนใช้ - RapidFire ให้ความรู้สึกนุ่มนวลกว่า ให้ความรู้สึกแม่นยำกว่า
- Grip Shift ให้ความรู้สึกหนักแน่นกว่า แต่เนื่องจากใช้ข้อมือบิดซึ่งมีกล้ามเนื้อ
มัดใหญ่และหยาบกว่ากล้ามเนื้อที่คุมนิ้วมือ จึงมีโอกาสที่จะบิดเกินหรือบิดขาด โดยเฉพาะด้านเกียร์หลัง ทำให้บางคนเข้าใจว่าไม่แม่นยำเท่ากับRapidFire แต่ถ้าหากเรียนรู้วิธีการใช้งานจนชำนาญแล้ว จะพบว่ามีความแม่นยำไม่แตก ต่างจากRapidFire นอกจากนี้strokeในด้านการเปลี่ยนตำแหน่งสับจานหน้า จะทำได้กว้างกว่าRapidFire เนื่องจากสามารถบิดต่อเนื่องกันได้ ทำให้มีความ ยืดหยุ่นในการใช้ร่วมกับใบจานหน้าแบบเก่าที่ไม่มีหมุดช่วยวิดโซ่
สายเกียร์และปลอกสาย ( Shift cable and shift-cable casing )
สายเกียร์ทำมาจากลวดเส้นเล็กๆนำมาขวั้นเป็นเกลียวคล้ายกับสายลวดสลิง สายเกียร์จะ แบ่งออกเป็น 2พวกใหญ่ๆ ได้แก่ เป็นสายโลหะธรรมดาไม่มีอะไรเคลือบอยู่ จึงมีโอกาสสกปรกหรือ เป็นสนิมได้ ถ้าหากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอCoated cable เป็นสายโลหะเคลือบผิวด้วยสารสังเคราะห์ได้แก่ teflon มีผล ช่วยลดความเสียดทานระหว่างตัวสายกับปลอกสาย ทำให้การเปลี่ยนตำแหน่ง เกียร์ราบรื่นขึ้น และยังช่วยลดโอกาสการเกิดสนิมของสายเกียร์ได้
สายเกียร์จะสอดร้อยไปในปลอกสายแล้วเดินไปตามตัวถังจักรยาน การเดินสายเกียร์ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ
- เดินไปตามท่อบน(top tube) จะใช้กับสับจานชนิดดึงบน ส่วนสายที่ดึงตีนผี
จะเดินไปตามตะเกียบอาน(seat stay) การเดินสายโดยวิธีนี้มีข้อได้เปรียบใน เรื่องของการดึงสับจาน เพราะแนวของสายเกียร์จะค่อยๆโค้งไปตามปลอกสาย จากท่อบนลงมาที่ท่ออาน ทำให้ไม่ต้องออกแรงในการดึงสับจานมากนัก
- เดินไปตามท่อล่าง(down tube) จะใช้กับสับจานชนิดดึงล่าง ส่วนสายที่ดึงตีน
ผีจะเดินไปตามตะเกียบโซ่(chain stay) วิธีเดินสายไปตามท่อล่างเป็นที่นิยม กันในหมู่เสือหมอบและเสือภูเขาบางยี่ห้อ การเดินสายวิธีนี้จะใช้ปลอกสายน้อย กว่าวิธีการเดินตามท่อบน แต่มีข้อเสียที่สายเกียร์จะมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งสกปรก หรือโคลนทำให้เกิดสนิมได้ง่าย และสายเกียร์ที่ดึงสับจานก็จะต้องมีการวกอ้อม กระโหลกขึ้นไปโดยอาศัยร่องพลาสติกเป็นตัวguide ทำให้การเปลี่ยนตำแหน่ง จานหน้าจะค่อนข้างกินแรงกว่าวิธีเดินตามท่อบน และเมื่อสายเกียร์บริเวณนั้น เป็นสนิม จะทำให้มีความฝืดมากขึ้น
สับจานหน้า (Front deraillure) สับจานจะเป็นตัวเปลี่ยนตำแหน่งของโซ่บนจานหน้า โดยอาศัยการดึงของสายเกียร์เพื่อ ผลักโซ่จากจานเล็กขึ้นไปจานใหญ่กว่า และอาศัยการดีดกลับของสปริงในการดันโซ่จาก ใบจานใหญ่ลงไปใบจานที่เล็กกว่า
สับจานแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทตามวิธีในการยึดกับจักรยาน
- สับจานแบบรัดท่อ (Seat tube band mount)
สับจานชนิดนี้จะยึดติดกับท่อ อาน(seat tube) โดยอาศัยแหวนรัด(clamp band) ซึ่งมีอยู่ถึง 3 ขนาด ตาม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกของท่ออาน คือ 28.6 ,31.8 และ 34.9 mm จึง เป็นเรื่องน่าปวดหัวอย่างหนึ่งในการจะต้องหาสับจานให้ถูกขนาดกับท่ออานทุก ครั้งที่เปลี่ยนเฟรมจักรยานอันใหม่ นอกจากจะมีถึง 3ขนาดแล้ว ยังแบ่งประเภท ย่อยออกไปตามตำแหน่งตัวรัด ได้แก่
- รัดล่าง (top-swing link type) แหวนรัดท่อจะอยู่ต่ำกว่าขอบบนของใบ
สับจาน
- รัดบน (standard link type) แหวนรัดท่อจะอยู่สูงกว่าขอบบนของใบสับ
จาน ซึ่งเป็นแบบดั้งเดิมที่ทำมานานแล้ว
การจะเลือกใช้รัดบนหรือรัดล่างนั้น ไม่ได้มีข้อแตกต่างกันนักในเรื่องการใช้งาน เพียงแต่ว่าในเฟรมบางเฟรม ส่วนท่ออานด้านล่างอาจจะไม่เหมาะสมที่จะใช้สับ จานรัดล่าง เช่น ติดรอยเชื่อม หรือติดจุดหมุน
สับจานแบบเกี่ยวกระโหลก (Bottom bracket mount หรือ สับจาน typeE) สับจานชนิดนี้จะยึดเกี่ยวติดกับกระโหลก โดยจะต้องใช้กับกระโหลกที่ออกแบบ ไว้(bottom bracket typeE) ตัวสับจานเองจะมีรูสำหรับขันสกรูเพื่อยึดกับตัวท่อ อาน เพื่อป้องกันไม่ให้สับจานขยับไปมา ดังนั้นนอกจากจะต้องใช้กับกระโหลกที่ ออกแบบไว้แล้วตัวท่ออานเองก็ต้องออกแบบมาเผื่อด้วยโดยจะต้องมีรูสำหรับยึดกับ ตัวสับจานด้วย แต่เราอาจจะแก้ปัญหาด้วยการหาแหวนadapterที่เจาะรูทำเกลียว เอาไว้สำหรับยึด มารัดกับท่ออานแทน ซึ่งจะมีอยู่ 3 ขนาดเช่นกัน
นอกจากจะแบ่งตามวิธีที่ยึดกับจักรยานแล้ว ก็ยังแบ่งออกตามวิธีการดึงของสายเกียร์ (cable routing)สายเกียร์จะเดินมาตามท่อบนแล้วตีโค้งลงมาหาตัวสับ จาน เฟรมของเสือภูเขาส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะออกแบบมาสำหรับสับจานดึงบน เราจึงสามารถหาสับจานแบบนี้ได้ทั่วๆไป
สับจานดึงล่าง (bottom route) สายเกียร์จะเดินมาตามท่อล่าง แล้วจึงจะวกอ้อม กระโหลกขึ้นไปดึงสับจาน ถ้าไม่นับเสือหมอบแล้วเสือภูเขาที่ใช้สับจานแบบดึงล่าง นี้จะมีสัดส่วนอยู่น้อยกว่าแบบดึงบน ( ในปัจจุบันเสือภูเขาหลายยี่ห้อ เช่น GTซึ่ง เคยใช้สับจานแบบดึงล่าง ก็หันมาทำเฟรมที่ใช้กับสับจานแบบดึงบนแทน )
สับจานแบบดึงได้ 2 ทาง (dual-pull type) ถูกทำมาให้ใช้ได้ทั้งดึงบนและดึงล่าง โดยทางShimano ได้ทำออกในท้องตลาดเพียงรุ่นเดียว คือ Deore
ทำหน้าที่จำกัดระยะของสับจาน
Chain guide ทำหน้าที่ผลักโซ่เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งใบจาน มีลักษณะเป็นกรอบ - ด้านในจะผลักโซ่ขึ้นจานใหญ่
- ด้านนอกจะผลักโซ่ลงจานเล็ก
การจะเลือกสับจานหน้ามาใช้ มีสิ่งที่ต้องคิดหลายอย่างเช่น
- ชนิดของสับจานที่เหมาะสมกับเฟรม
เช่น รัดท่อหรือเกี่ยวกระโหลก ถ้าเป็นรัดท่อ จะต้องใช้ขนาดไหน รัดบนหรือรัดล่าง ซึ่งปัญหาน่าปวดหัวนี้ทางShimanoได้ ออกแบบสับจานในรุ่นDeoreให้สามารถใช้ได้ทั้งดึงบนและดึงล่าง โดยทำมาเป็น แบบรัดท่อเพียงขนาดเดียวคือ34.9mm แต่มีadapterมาให้เพื่อสามารถใช้ได้กับ 31.8 หรือ 28.6 mm ได้
Rear compatibility ออกแบบมาเหมาะสมกับเฟืองหลัง 7 , 8 หรือ 9 speeds
Top-low maximum capacity หมายถึงผลต่างระหว่างจำนวนฟันของจานใหญ่ กับจำนวนฟันของจานเล็กที่มากที่สุดที่ตัวสับจานสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ซึ่ง ส่วนใหญ่มีค่า = 22
Top-middle minimum capacity หมายถึงผลต่างระหว่างจำนวนฟันของจาน ใหญ่กับจำนวนฟันของจานกลาง ที่น้อยที่สุดที่ตัวสับจานจะทำงานได้อย่างราบรื่น ซึ่งส่วนใหญ่มีค่า = 12
ขนาดของจานหน้าใบใหญ่ที่สุดที่จะสามารถใช้ได้ เพราะสับจานหน้าถูกออกแบบ มาจำเพาะเจาะจงกับขนาดใบจานด้วย หากใช้ใบจานที่ใหญ่เกินไป ตัวสับจานจะ ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ อาจจะปัดโซ่ลงจานกลางได้ไม่ราบรื่นพอ
Chainstay angle หรือ มุมระหว่างท่ออานกับตะเกียบโซ่ เฟรมเสือภูเขาส่วนใหญ่ จะอยู่ในช่วง66-69 องศา แต่บางรุ่นอาจมีค่าอยู่ในช่วง63-66 องศา สับจานในท้อง ตลาดส่วนใหญ่จะทำมาสำหรับมุม 66-69องศา แต่ก็มีสำหรับ 63-66องศาเช่นกัน โดยจะบอกไว้ที่ตัวสับจานให้สังเกตเห็นได้ จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมเพื่อให้การ ทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
ตีนผี (Rear derailleur)
ตีนผีจะทำหน้าที่เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หลัง โดยอาศัยการดึงของสายเกียร์ในการเปลี่ยน เกียร์จากเฟืองตัวเล็กขึ้นไปสู่เฟืองตัวใหญ่ และอาศัยแรงดีดกลับของสปริงในตีนผีในการ เปลี่ยนเกียร์จากเฟืองตัวใหญ่ลงไปสู่เฟืองตัวเล็ก (ในตีนผีรุ่นreverse หรือ RapidRise ของShimano XTR จะทำงานตรงกันข้ามกับตีนผีทั่วไป)
- เฟืองจอกกี้ (guide pulley)
จะทำหน้าที่ในการ ดันโซ่ให้เปลี่ยนตำแหน่ง
เฟืองtension (tension pulley)จะเป็นตัวดึงให้ แนวโซ่ด้านล่างตึงอยู่ตลอดเวลา
สกรูตัว LและH จะทำหน้าที่จำกัดระยะของตีนผี
B-tension screw จะเป็นตัวตั้งความแข็งของ สปริงที่จะดันให้ขาของตีนผีขยับออกมาจากเฟรม
Fine-adjusting knob เป็นตัวปรับเร่งความตึง ของสายเกียร์ ซึ่งจะปรับได้ค่อนข้างละเอียดกว่าที่ shifter
|
|
|
การจะเลือกตีนผีมาใช้งาน มีสิ่งที่ต้องคิดหลายอย่างเช่นกัน
- ขนาดเฟืองหลังที่ใหญ่ที่สุด และเล็กที่สุดที่ตีนผีรุ่นนั้นจะทำงานได้
- จำนวนเฟืองหลังที่เหมาะสมกับตีนผีนั้นๆ
เช่น ตีนผีสำหรับเฟืองหลัง 7 ชั้น จะ ใช้งานได้ไม่ดีหรือไม่ได้กับเฟืองหลัง 8หรือ9ชั้น
shifter ที่ทำงานเข้ากัน (compatible) โดยทั่วไปมักจะใช้ด้วยกันได้หมด ยก เว้นตีนผีSRAM ตระกูลESP ต้องใช้กับgrip shift ตระกูลESP เท่านั้น
ชุดใบจานหน้า( chain rings)
ใบจานหน้าในปัจจุบันจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
- ใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 7 สปีด
- ใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 8 สปีด
- ใบจานหน้าของระบบเฟืองหลัง 9 สปีด
ในแต่ละกลุ่มไม่ควรจะนำมาใช้แทนกัน เนื่องจากมีลักษณะปลีกย่อยที่แตกต่าง กันออกไปตามชนิดของโซ่ที่ใช้ หากใช้ผิดระบบจะมีผลต่อความราบรื่นของการ ทำงาน รวมไปถึงอายุการใช้งานของโซ่
โดยทั่วไปแล้วเสือภูเขาจะมีจำนวนจานหน้า 3ใบ ซึ่งผู้ ผลิตใบจานต่างพยายามพัฒนาให้ชุดจานหน้าสามารถ ทำงานได้ดีและราบรื่น โดยเฉพาะการเปลี่ยนตำแหน่ง เกียร์จานหน้า โดยเพิ่มหมุดวิดโซ่ที่ขอบด้านในของใบ จานกลางและใบจานใหญ่ ทางShimanoเป็นผู้ผลิตที่ พัฒนาหมุดวิดโซ่นี้เป็นรายแรกๆ รวมไปถึงได้ปรับปรุง ให้ทำงานได้ราบรื่นที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตราย อื่นๆ โดยตั้งชื่อว่าระบบHyperdrive ดังรูปที่ได้วงกลม เอาไว้
|
|
|
ใบจานหน้าจะถูกยึดกับขาจานด้วยสกรูและน๊อตแบบพิเศษ รูยึดใบจานอาจจะมี 4 หรือ 5รู ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต แต่จะแบ่งมาตรฐานเป็น 2 แบบ เหมือนกันคือ มีระยะจากจุดศูนย์กลางของรูใบจานใบใหญ่และใบกลางถึงจุด ศูนย์กลางของกระโหลก 94 mm
และระยะจากจุดศูนย์กลางของรูใบจาน เล็ก กับจุดศูนย์กลางของกระโหลก 58 mm ซึ่งเราจะเรียกว่า 94/58 mm
ชนิด 4 รู มีขนาด 104/64 mm
Standard มีขนาด110/74 mm ชนิด 4 รู มีขนาด 112/68 mm
ชุดเฟืองหลัง (cog set) ชุดเฟืองหลังโดยทั่วไปจะมีอยู่ตั้งแต่ 7 ,8 และ 9 ชั้น ( สำหรับเฟืองหลัง 10 ชั้นนั้นได้ถูก ผลิตขึ้นมาใช้ในชุดแข่งขัน ซึ่งยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงขออนุญาตละเอาไว้ก่อน ) เฟือง แต่ละชุดจะมีความแตกต่างกันและไม่อาจนำมาใช้ทดแทนกันได้เลย ( ยกเว้นจะเปลี่ยน อุปกรณ์ในระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด) ซึ่งปัจจุบันจะมีใช้ในระบบเกียร์รุ่นล่างสุดและกำลังเสื่อมความนิยม ลง เพราะระบบเกียร์ที่ถูกผลิตออกสู่ตลาดในปัจจุบันเป็นชุด 8 และ9 ชั้นเป็นส่วน ใหญ่ ระยะห่างระหว่างเฟืองใบใหญ่สุดกับเฟืองใบเล็กสุดของระบบเฟือง 7 ชั้นจะ มีระยะน้อยกว่าของระบบ 8 และ9 ชั้น ทำให้ต้องใช้กับดุมหลัง(free wheel hub) เฉพาะรุ่นที่ทำมาเฉพาะเฟือง 7 ชั้นเท่านั้น
ชุดเฟือง 8 ชั้น เป็นระบบที่ยังได้รับความนิยมอยู่ และยังถูกผลิตออกมาจำหน่าย ในรุ่นล่างถึงรุ่นกลาง
ชุดเฟือง 9 ชั้น เป็นระบบที่ทางShimanoเริ่มผลิตออกมาจำหน่ายในปีคศ.1999 หลังจากประสพความสำเร็จกับจักรยานถนนมาก่อน ชุดเฟือง 9 ชั้นจะมีระยะห่าง ระหว่างเฟืองใหญ่สุดกับเฟืองเล็กสุดเท่ากันกับชุดเฟือง 8 ชั้น จึงทำให้สามารถใช้ ดุมหลังร่วมกันได้ แต่เนื่องจากระยะห่างดังกล่าวเท่ากันจึงทำให้เฟือง 9 ชั้นต้องมี ระยะช่องไฟระหว่างเฟืองแคบกว่า และเฟืองมีความหนาน้อยกว่าระบบเฟือง 8 ชั้น จึงทำให้ต้องใช้โซ่ที่มีความบางกว่า
โซ่ (chain) โซ่ถูกออกแบบมา โดยขึ้นกับลักษณะของชุดเฟืองและใบจาน โดยทั่วไปแล้วโซ่ของระบบ เฟือง7 กับ 8 ชั้นนั้นพอจะใช้ทดแทนกันได้ แต่กรณีสำหรับโซ่ของเฟือง 9 ชั้นจะแปลก แยกออกไปเนื่องจากความแตกต่างของความหนาและระยะช่องไฟของเฟืองหลัง ทำให้โซ่ ของระบบเฟือง 9ชั้นมีความบางกว่าของระบบ 8 ชั้นประมาณ 0.6 mm
|